Met Gala เวทีที่เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ของวงการแฟชั่น แหล่งรวมศิลปิน นักแสดง และเซเลบริตี้มากมายมาเดินพรมแดง ปีนี้กลับได้รับคำวิจารณ์อย่างหนักจากการมาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานของ Jeff Bezos และภรรยา Lauren Sánchez Bezos ที่จ่ายเงินสนับสนุน Costume Institute กว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมนั่งเป็น Co-Chair และในคืนเดียวงานสามารถระดมทุนไปได้กว่า 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของงานนี้
กระแสต่อต้านที่ตามมาทำให้เกิด Boycott the Bezos Met Gala หลายฝ่ายไม่พร้อมสนับสนุนการเข้ามาของเหล่าบิ๊กเทคและมหาเศรษฐีที่มีบทบาทมากขึ้นในปีนี้ Met Gala กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต่างพูดถึง นอกจากเรื่องของแฟชั่น ความหรูหรา และเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์แล้ว ปี 2026 นี้กลับถูกวิจารณ์หนักจากประเด็นที่มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon อย่าง Jeff Bezos และภรรยา Lauren Sánchez Bezos ได้สนับสนุนเงินจำนวนกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมนั่งเป็นเจ้าภาพร่วมกับ Anna Wintour และคนดังคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams
กระแสที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดแรงต้านมหาเศรษฐีและสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่ช่องว่างระหว่างมหาเศรษฐีกับคนทำงานธรรมดาเริ่มกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการแฟชั่นอย่างคืนที่มีการจัด Met Gala ณ ใจกลางมหานครนิวยอร์กในปีนี้นั้นถูกมองว่าเป็นการสร้างสังคมที่ยกย่องมหาเศรษฐีมากเกินไป
Met Gala ทำไมถึงสำคัญ
ย้อนกลับไปในปี 1948 งานกาล่านี้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก นำโดย Eleanor Lambert นักเขียนด้านแฟชั่นชื่อดัง ที่ต้องการจะช่วยระดมทุนให้กับการเปิดตัว Costume Institute จึงวางแผนจัดงานที่เรียกว่า Met Gala ขึ้นมาเพื่อช่วยหาเงินสนับสนุนสถาบัน ซึ่งงานในครั้งนั้นเปิดขายตั๋วเข้างานในราคาเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงแรก Met Gala จัดงานขึ้นทั่วนิวยอร์ก เชื้อเชิญคนในสังคมระดับสูงและคนมีหน้ามีตาในวงการแฟชั่นมาร่วมรับประทานมื้อค่ำ ก่อนที่งานจะถูกจัดขึ้นที่ The Metropolitan Museum of Art ในทุกวันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม และกลายเป็นงานที่ทั่วโลกจับตามอง
เวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือปี 1995 ที่ Anna Wintour ที่ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Vogue เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้ร่วมจัดงาน (Co-Chair) และยกระดับงานจากงานเลี้ยงสังคม มาเป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมระดับโลกที่ทุกคนจำภาพความหรูหรากันได้มาจนถึงทุกวันนี้ ธีมในงาน Met Gala จะเปลี่ยนแปลงไปทุกปีตามที่พิพิธภัณฑ์กำหนดขึ้น ซึ่งในปี 2026 นี้งานมาในธีม Costume Art ภายใต้เดรสโค้ด Fashion Is Art เพื่อให้สอดคล้องกับนิทรรศการฤดูใบไม้ผลิของพิพิธภัณฑ์ ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแฟชั่นกับร่างกาย
เงินทั้งหมดที่หาได้จากการจัดเลี้ยงมื้อค่ำของ Met Gala ทุกบาททุกสตางค์จะเข้าสู่ Costume Institute ที่จะต้องดูแลวัตถุที่สำคัญของโลกแฟชั่นที่มีอายุกว่า 7 ทศวรรษ จำนวนกว่า 33,000 ชิ้น โดยรายได้จะถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบให้กับทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการแฟชั่น ตั้งแต่นิทรรศการสำคัญ คลังสะสมประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์โบราณวัตถุแฟชั่น ไปจนถึงการลงทุนพัฒนางานวิจัยเชิงวิชาการ และเงินเดือนพนักงาน 29 ชีวิต
ปีนี้ทำเงินได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
แต่ละปีงานจะมีการจัดจำหน่ายบัตรเข้างานสำหรับบุคคล ขายโต๊ะ ตลอดจนหาสปอนเซอร์ทั้งจากอุตสาหกรรมแฟชั่น สื่อ การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับ Met Gala จากการระดมทุนได้สูงถึง 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย Jeff Bezos และภรรยาที่สนับสนุนไปถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยอดรายได้นี้สูงกว่าปี 2025 ที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากราคาบัตรเข้างานที่สูงขึ้น ประกอบไปด้วยราคาบัตรต่อคน: ปี 2026 อยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2025 สูงสุดอยู่ที่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากเทียบกับปี 1995 ตอนนั้นราคาบัตรที่ราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ราคาซื้อโต๊ะสำหรับ 10 คน: ราคาปี 2026 เท่ากับปี 2025 ที่ผ่านมาคือ 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสปอนเซอร์ที่ต้องการจะสนับสนุนในงานนั้น ก่อนหน้านี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จะได้รับสิทธิพิเศษหรือเข้าร่วมแบบมีความสอดคล้องกับธีมการจัดงาน อย่างเช่น ปี 2016 ที่ทาง Apple สนับสนุนธีม Manus x Machina หรือในปี 2019 ที่ Gucci สนับสนุนธีม Camp: Notes on Fashion เป็นต้น ซึ่งปีนี้แน่นอนว่าผู้สนับสนุนรายใหญ่คือ Jeff Bezos และ Lauren Sánchez Bezos ที่ได้นั่งเป็น Co-Chair ร่วมจัดงานด้วยนั่นเอง
และหากมองย้อนกลับไปในแต่ละปี รายได้ของงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการขยับขึ้นของราคาค่าเข้างาน โดยปี 2022 รายได้ของ Met Gala อยู่ที่ราว 17.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขยับมาแตะ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ทำได้ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และ 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
กลายเป็น Tech Gala
หากถามว่าทำไม Met Gala ถึงถูกต่อต้านหนัก คำตอบเด่น ๆ คือ การเข้ามามีส่วนร่วมของเหล่าผู้บริหารและมหาเศรษฐีจากบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ ที่ต่อคิวมาเดินพรมแดงที่ก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ของเหล่านักแสดง นักร้อง นางแบบ และสไตลิสต์ที่จะมาปล่อยของ ซึ่งปีนี้มีรายชื่อ Tech Bros ที่มาเดินพรม จน Vanity ให้สมญางานนี้ว่าเป็น Tech Gala ประกอบไปด้วย Evan Spiegel ผู้ร่วมก่อตั้ง Snapchat, Adam Mosseri ซีอีโอ Instagram, Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google, Charles Porch หัวหน้าฝ่ายพาร์ตเนอร์ของ OpenAI, Christine Beauchamp และ Jenny Freshwater ผู้บริหาร Amazon
ยังมี Mark Zuckerberg และภรรยา Priscilla Chan เข้าร่วมงานแบบเงียบ ๆ ไม่เดินพรม (แถมยังได้นั่งโต๊ะเดียวกับ Anna Wintour) ซึ่ง Jeff Bezos เองก็เปิดทางให้ภรรยาเดินพรมคนเดียว ก่อนจะแชะภาพบนบันไดร่วมกัน นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Meta, OpenAI, Snapchat และ Shopify ต่างก็ซื้อโต๊ะในงานด้วยเช่นกัน
ด้วยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทุกปีนี้ นำไปสู่คำถามมากมาย จากวงการแฟชั่นก็จะมีเสียงเรียกร้องเสมอในเรื่องของจำนวนเงินและคนที่มีชื่อเสียง เนื่องจากคนที่จะมีสิทธิซื้อบัตรเข้างานนั้นก็ต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น แถมราคาบัตรยังเพิ่มขึ้นทุกปี จนทำให้ปีนี้งานถูกวิจารณ์ว่าสวนทางกับโลกความเป็นจริง
ซึ่งปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของ Bezos และเหล่ามหาเศรษฐีจากโลกเทคโนโลยี แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะเคยมี Apple, Yahoo, Instagram มาร่วมงานแล้ว อีกทั้ง Amazon ยังเคยสนับสนุนมาแล้วตั้งแต่ปี 2012 ก็ตาม แต่ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่บุคคลจากวงการเทคทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลัก เป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคหลายรายเข้าซื้อโต๊ะในงานเดียวกัน และเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ซิลิคอนวัลเลย์กลายเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเป็นแบรนด์แฟชั่นหรือดาราฮอลลีวูด
ทำไมถึงเกิดแรงต้าน
แม้ว่าก่อนหน้านี้ งานหรูหราอย่าง Met Gala จะเคยได้รับเสียงวิจารณ์ว่าเป็นงานของ Elite แล้วนั้น แต่ก็ยังได้รับการยอมรับจากวงการแฟชั่นทั่วโลกว่าเป็นงานสำคัญ แต่ปีนี้แตกต่างออกไปตรงที่กระแสต่อต้านเกิดขึ้นทั้งจากฝั่งหนุนแฟชั่นและฝั่งต่อต้านมหาเศรษฐี รายชื่อมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่เป็นผู้บริหารบิ๊กเทค อย่าง Brin อยู่อันดับ 3 ของโลก Zuckerberg อันดับ 6 ส่วน Bezos เองก็อยู่อันดับ 4 จนทำให้ปีนี้ถูกมองว่าแฟชั่นอาจกลายเป็นพรมแดนใหม่ของระบบทุนนิยมในโลกเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ มหาเศรษฐีดั้งเดิมนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการบริจาคให้กับสถาบันวัฒนธรรม แต่พอมาถึงยุค Tech Bros แห่งซิลิคอนวัลเลย์ กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่สนับสนุนศิลปะดั้งเดิมมากนัก ส่งผลให้การมาเดินสายหนุนแฟชั่นของ Jeff Bezos ถูกมองว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เศรษฐียุคใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีข่าวลือออกมาด้วยว่า Jeff Bezos พยายามจะเข้าซื้อ Condé Nast บริษัทแม่ของ Vogue เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานชิ้นพิเศษให้กับภรรยา และเป็นความพยายามที่จะเข้าสู่วงการแฟชั่น พร้อมกันนั้น Lauren Sánchez Bezos ยังได้ขึ้นปกนิตยสาร Vogue ในชุดแต่งงาน ทำให้ข่าวลือนี้ยิ่งสร้างความสับสนและสงสัย แต่ท้ายที่สุดก็มีการออกมาตอบคำถามว่าไม่ใช่เรื่องจริง
ในด้านของผู้ที่สนับสนุนแฟชั่นและศิลปะ มีมุมมองว่า การบริจาคให้กับงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ในอีกมุมก็เห็นช่องว่างว่าการบริจาคเพื่อการกุศลเช่นนี้สามารถช่วยลดภาษีได้เช่นกัน ฝั่งคนทั่วไป นับตั้งแต่มีกระแส Tax the Rich เข้ามา ผู้คนก็เริ่มคว่ำบาตร ไม่สนับสนุนคนรวยอีกต่อไป ซึ่งในระหว่างที่ Met Gala กำลังจัดเดินพรมแดงอยู่นั้น ฝั่งต่อต้านก็เคลื่อนไหวด้วยการจัดงานขนานกันไป แต่เป็นการดึงพนักงานของ Amazon ที่กำลังได้รับผลกระทบจากผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากบิ๊กเทค มารวมตัวกันจัดงานแฟชั่นในแบบฉบับของตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีการแปะป้ายไปทั่ว ระบุข้อความอย่าง Boycott the Bozos Met Gala ซึ่งกระแสเหล่านี้เกิดจากความไม่เท่าเทียม ขณะที่ Amazon บังคับพนักงานทำงานหนัก ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า และมีการเลย์ออฟคนจำนวนมาก แต่ Jeff Bezos ที่เป็นมหาเศรษฐีนั้นกลับใช้เงินจำนวนมหาศาลไปกับสิ่งที่มีมาเพื่อกลุ่ม Elite เท่านั้น
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังต้องดิ้นรนในโลกที่ถูกเปลี่ยนโดยดิจิทัล ผู้สร้างระบบเหล่านั้นกลับใช้ชีวิตในระดับที่ทำให้ความหรูหราของพระราชวังแวร์ซายดูธรรมดาไปเลย ข้อความส่วนหนึ่งจาก LA Times ดังนั้น ภาพ Met Gala 2026 ปีนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนโลกทุนนิยมยุคใหม่ ที่อำนาจเงิน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมปะทะกันอย่างรุนแรง และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ใส่อะไรมา แต่คือใครกำลังควบคุมเวทีนี้อยู่



