ก้าวไกลยื่นญัตติซักฟอกนายกฯ พิธาเปิดฉากอภิปรายรัฐบาล
ก้าวไกลยื่นญัตติซักฟอกนายกฯ พิธาเปิดฉากอภิปราย

ก้าวไกลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ

พรรคก้าวไกลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นผู้ยื่นญัตติดังกล่าว

ประเด็นอภิปรายครอบคลุมหลายเรื่อง

ญัตติระบุว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ มีปัญหาหลายด้าน อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ล่าช้า การจัดการเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ค่าครองชีพสูง หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังรวมถึงประเด็นการทุจริตในโครงการของรัฐ และการละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม

นายพิธากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร เราได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานอย่างรอบด้าน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กำหนดการอภิปราย 3 วัน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2567 โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 3 วัน ฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปรายรวม 40 ชั่วโมง ขณะที่รัฐบาลจะใช้เวลาชี้แจง 20 ชั่วโมง

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ญัตตินี้มีเนื้อหาเข้มข้น และคาดว่านายกฯ จะตอบข้อกล่าวหาได้ไม่หมด เนื่องจากมีประเด็นมากมายที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลเตรียมชี้แจง

ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ กล่าวว่า ตนพร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหา และมั่นใจว่ารัฐบาลทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะมอบหมายให้ทีมกฎหมายและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลตอบโต้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะชี้แจงอย่างละเอียดทุกประเด็น เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจในการทำงานของนายกฯ และรัฐบาล

ผลกระทบทางการเมือง

การอภิปรายครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต้องเผชิญกับญัตติไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะหากมี สส. ในพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนไม่พอใจกับคำชี้แจงของนายกฯ

ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นการวัดความนิยมของนายกฯ และพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป