ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 เสียง วินิจฉัยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความผิดในคดีถือหุ้นไอทีวี เนื่องจากหุ้นดังกล่าวไม่ถือเป็นหุ้นของสื่อมวลชนตามที่ถูกกล่าวหา คำตัดสินนี้มีผลทันที ทำให้นายพิธาพ้นจากข้อครหาและสามารถดำรงตำแหน่ง ส.ส. ต่อไปได้
รายละเอียดคำวินิจฉัย
ศาลระบุว่าการถือหุ้นของนายพิธาในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.0035% ของทุนจดทะเบียน ไม่ได้ทำให้เขามีอำนาจควบคุมหรือบริหารกิจการของบริษัท เนื่องจากไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนอีกต่อไป หลังจากที่สัมปทานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2550
ปฏิกิริยาจากนายพิธา
นายพิธากล่าวหลังรับทราบคำตัดสินว่า “วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเป็นธรรมกับผม ผมรู้สึกขอบคุณและจะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป” เขายังย้ำว่าคดีนี้เป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีเขาและพรรคก้าวไกล
ผลกระทบทางการเมือง
คำตัดสินนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อพรรคก้าวไกล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค นักวิเคราะห์มองว่าคดีนี้อาจมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เนื่องจากนายพิธายังคงมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหากพรรคก้าวไกลได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ
ที่มาของคดี
คดีนี้เริ่มต้นจากคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายพิธาถือหุ้นในสื่อมวลชน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566



