มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางเยือนวาติกันเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากโจมตีประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกอย่างรุนแรง การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ช่องทางทางการทูตในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
สาเหตุของความตึงเครียด
ความขัดแย้งเริ่มต้นจากที่ปธน.ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อย่างเผ็ดร้อน หลังจากที่พระองค์ทรงแสดงจุดยืนคัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน และทรงให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ทรัมป์ใช้แพลตฟอร์มทรูธโซเชียลโจมตีพระสันตะปาปาว่าอ่อนแอในเรื่องอาชญากรรมและย่ำแย่ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ พร้อมแนะนำให้พระองค์เลิกเอาใจฝ่ายซ้ายจัดและหันมาใช้สามัญสำนึกในการบริหารคริสตจักร การกระทำนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีวิพากษ์วิจารณ์พระสันตะปาปาด้วยถ้อยคำรุนแรงและเป็นส่วนตัวเช่นนี้
การตอบโต้จากวาติกัน
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงตอบโต้อย่างสงบแต่หนักแน่นว่า พระองค์ไม่เกรงกลัวต่อรัฐบาลทรัมป์ และจะยังคงเทศนาเรื่องสันติภาพต่อไป โดยยืนยันว่าพันธกิจของศาสนจักรคือการประกาศข่าวดีและสร้างความสงบสุข ไม่ใช่การโต้เถียงทางการเมืองกับผู้นำประเทศใด ๆ ความตึงเครียดได้ขยายวงไปยังชาติพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ที่รัฐมนตรีต่างประเทศออกมาตำหนิว่าการโจมตีพระสันตะปาปาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ภารกิจของรูบิโอ
การเยือนของมาร์โก รูบิโอ ถูกจับตามองว่าเป็นปฏิบัติการดับไฟ แม้เขาจะให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการสานสัมพันธ์ตามปกติ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่คือความพยายามลดอุณหภูมิทางการเมืองและเยียวยาจิตใจชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ ที่ไม่สบายใจกับการกระทำของประธานาธิบดี โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์โพสต์ภาพ AI ของตนเองในลักษณะคล้ายพระเยซู ซึ่งถูกมองว่าลบหลู่ศาสนา
ประเด็นหารือ
- สถานการณ์ในอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง
- ประเด็นคิวบา ซึ่งวาติกันมีบทบาทเป็นคนกลางเจรจาช่วยเหลือตัวประกันและส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
- การขอความร่วมมือปกป้องกลุ่มคริสเตียนที่ถูกประทุษร้ายในทวีปแอฟริกา
รัฐบาลสหรัฐฯ หวังใช้บารมีของศาสนจักรกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในคิวบาอย่างสันติ แต่นักวิเคราะห์มองว่าโป๊ปเลโอที่ 14 จะทรงต้อนรับรูบิโอด้วยไมตรีจิตในฐานะชาวคาทอลิกที่เคร่งครัด แต่ศาสนจักรจะระมัดระวังไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง การพบกันครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่ารูบิโอจะสามารถใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมประสานรอยร้าวที่ทรัมป์ทิ้งไว้ได้แนบเนียนเพียงใด ท่ามกลางสายตาของคริสตชนหลายล้านคนทั่วโลก



