กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยแผนการที่จะเพิ่มคำถามเกี่ยวกับ 'สัญชาติบุตร' (birthright citizenship) ลงในแบบสำมะโนประชากรปี 2573 ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อชุมชนผู้อพยพและประเด็นสิทธิพลเมืองในประเทศ
รายละเอียดของแผน
ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ กระทรวงพาณิชย์ได้ยื่นข้อเสนอต่อสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) เพื่อขออนุมัติให้เพิ่มคำถามที่เกี่ยวข้องกับสถานะการเป็นพลเมืองของเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ โดยคำถามดังกล่าวจะถามถึงประเทศที่พ่อแม่ของเด็กเกิด ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการนับจำนวนประชากรและการจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลกลาง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิพลเมืองได้แสดงความกังวลว่าการเพิ่มคำถามนี้อาจทำให้เกิดความกลัวในหมู่ชุมชนผู้อพยพ ส่งผลให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมสำมะโนประชากร ซึ่งจะนำไปสู่การนับจำนวนประชากรที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรที่นั่งในสภาคองเกรสและเงินทุนของรัฐบาลกลางสำหรับโครงการต่างๆ
- ความแม่นยำของข้อมูล: การตอบคำถามที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้ข้อมูลสำมะโนประชากรคลาดเคลื่อน
- สิทธิพลเมือง: อาจเป็นการละเมิดสิทธิของเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ตามการตีความแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14
- ผลกระทบทางการเมือง: การเปลี่ยนแปลงวิธีการนับประชากรอาจส่งผลต่อการกำหนดเขตเลือกตั้ง
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
กลุ่มสิทธิพลเมืองและองค์กรชุมชนหลายแห่งได้ออกมาคัดค้านแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อชุมชนผู้อพยพ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนแผนนี้โต้แย้งว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานะการเป็นพลเมืองเพื่อการวางแผนนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนต่อไป
ข้อเสนอนี้จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจาก OMB โดยคาดว่าจะมีการประกาศผลการตัดสินใจภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า หากได้รับการอนุมัติ คำถามดังกล่าวจะถูกบรรจุในแบบสำมะโนประชากรปี 2573 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีนั้น
ทั้งนี้ สำมะโนประชากรของสหรัฐฯ จะดำเนินการทุก 10 ปี โดยข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดนโยบายต่างๆ ทั่วประเทศ การเพิ่มคำถามเกี่ยวกับสัญชาติบุตรครั้งนี้จึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งฝ่ายการเมืองและสังคม



