สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยทรงเน้นย้ำถึงสัมพันธภาพพิเศษระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ธำรงความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีไว้โดยตลอด แม้ทั้งสองฝ่ายอาจมีความไม่เห็นพ้องกันในบางโอกาส ตามรายงานของบรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งออสเตรเลีย (ABC News) ที่อ้างอิงกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันที่สองของการเสด็จเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นเวลาสี่วันของพระองค์และสมเด็จพระราชินีคามิลลา
สามประเด็นสำคัญในกระแสพระราชดำรัส
กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ครอบคลุมถึงสามประเด็นสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ยุคใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือนานาชาติภายใต้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนไตรภาคีด้านความมั่นคงออสเตรเลีย-สหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ (AUKUS) และปัญหาโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
NATO และการปกป้องยูเครน
พระองค์ตรัสว่า มาตรา 5 ของ NATO ที่ระบุว่า หากภาคีใดภาคีหนึ่งของ NATO ถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือเสมือนว่าทุกภาคีถูกโจมตี และจะร่วมกันรับมือ เป็นหลักการที่มีการใช้ในทางปฏิบัติเป็นครั้งแรกเมื่อสหรัฐฯ ถูกกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์โจมตีอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ปัจจุบัน ภาคี NATO จำเป็นต้องใช้หลักการเดียวกันนี้เพื่อร่วมกันปกป้องยูเครนและประชากรที่กล้าหาญของยูเครน เพื่อให้เกิดสันติภาพถาวรและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง พระองค์กล่าวว่าหลักการร่วมนี้และศักยภาพร่วมของกองทัพสหรัฐฯ และภาคี NATO อื่น ๆ จะช่วยปกป้องพลเรือนและผลประโยชน์ของ NATO ให้ปลอดภัยจากอริได้
AUKUS และความร่วมมือทางทหาร
พระองค์ตรัสว่า ภายใต้ข้อตกลง AUKUS รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรในการประกาศแสนยานุภาพทางทหารไปทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพที่สหราชอาณาจักรมอบให้แก่สหรัฐฯ นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังให้การต้อนรับการประจำการของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ รวมหลายพันคน เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ให้การต้อนรับการประจำการของบุคลากรทางทหารของสหราชอาณาจักรถึง 30 รัฐ ด้วยความภาคภูมิใจเสมอกัน ทั้งสองประเทศยังได้พัฒนาเครื่องบินขับไล่ F-35s ร่วมกัน และอยู่ระหว่างร่วมกันพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์หลายลำร่วมกับออสเตรเลีย พระองค์ตรัสว่าโครงการร่วมพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ไตรภาคีภายใต้ข้อตกลง AUKUS ถือเป็นความร่วมมือที่เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดร่วมกันครั้งประวัติศาสตร์
ปัญหาโลกร้อนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
พระองค์ยังตรัสถึงปัญหาโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ควรเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของประชาคมนานาชาติในปัจจุบัน รายงานชี้ว่าพระราชประสงค์หลักในกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ และในการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ขององค์พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักรก็เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศและประชาชนของทั้งสองฝ่าย
บริบททางการเมืองและเหตุการณ์สำคัญ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรไม่ร่วมกับสหรัฐฯ ทำศึกกับอิหร่าน อีกทั้งทรัมป์ยังประกาศขู่หลายครั้งที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจาก NATO พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคี NATO อื่น ๆ เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพื่อปกป้องตนเอง ไม่ยินดีสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน และประกาศลดการสนับสนุนแผนการนานาชาติเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
ในกระแสพระราชดำรัสส่วนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า การประกาศเอกราชของสหรัฐฯ จากสหราชอาณาจักรเมื่อ 250 ปีก่อน ซึ่งพระราชประสงค์ประการหนึ่งในการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ก็เนื่องในวโรกาสการประกาศเอกราชครบ 250 ปีของสหรัฐฯ ในปี 2569 เกิดจากความไม่เห็นพ้องกันของทั้งสองฝ่ายในอดีต อย่างไรก็ดี พระองค์ตรัสว่าค่านิยมในระบอบประชาธิปไตยที่สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ มีร่วมกัน โดยสหรัฐฯ ได้รับการถ่ายทอดจากสหราชอาณาจักร ทำให้สัมพันธภาพของทั้งสองฝ่ายมั่นคงในที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ไม่เพียงต่อประชากรของทั้งสองฝ่าย แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชากรโลกโดยรวมด้วย
รายงานระบุว่าในช่วงต้นของกระแสพระราชดำรัส พระองค์ตรัสถึงเหตุการณ์ที่มือปืนบุกเดี่ยวเข้างานเลี้ยงอาหารเย็นของสมาคมสื่อมวลชนสายทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น โดยมุ่งหวังจะปลิดชีพทรัมป์และกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ว่า ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวจะไม่มีทางบรรลุผล อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงไม่มีหมายกำหนดการที่จะให้กลุ่มเหยื่อของเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนายทุนและนักโทษคดีค้ามนุษย์เพื่อเพศพาณิชย์และคดีล่วงละเมิดทางเพศชาวอเมริกัน และกลุ่มผู้สนับสนุนพวกเขาเข้าเฝ้าฯ ในช่วงการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ตามที่มีผู้เสนอ เนื่องจากข้อกังวลว่าอาจกระทบต่อกระบวนการสอบสวนของตำรวจ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรพระองค์แรกที่ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ นับจากปี 2534 ซึ่งสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดาของพระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อครั้งเสด็จเยือนสหรัฐฯ ในปีนั้น



