นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางการต่างประเทศของไทยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 โดยระบุว่า ในยุคที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ประเทศไทยไม่ควรถูกจำกัดทางเลือกเพียงแค่การเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรวางบทบาทเป็นมหาอำนาจขนาดกลางหรือ Middle Power ที่ทรงพลังและมีอิทธิพลในเวทีโลก
แนวคิดปมแห่งแห
นายสรศักดิ์เปรียบเทียบว่ามหาอำนาจขนาดกลางเปรียบเสมือนปมของแหที่ต้องถักทอเชื่อมโยงกัน หากปมใดขาด แหทั้งผืนก็จะไร้พลัง ดังนั้นพลังที่แท้จริงจึงเกิดจากการประสานเสียงร่วมกันเพื่อคานอำนาจแข็งหรือ Hard Power ของประเทศมหาอำนาจใหญ่ โดยเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลักที่กลุ่มประเทศขนาดกลางควรดำเนินการร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ 1 โครงข่ายสาธารณสุขสากล
ใช้ประสบการณ์จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยและศูนย์จัดการวิกฤตระดับภูมิภาค (Regional CDC) เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก เพื่อคุ้มครองมนุษยชาติอย่างเท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยก
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คาร์บอนเครดิตเขตร้อน
ผนึกกำลังกลุ่มประเทศศูนย์สูตรเพื่อสร้างนิยามคาร์บอนเครดิตเขตร้อนขึ้นมาเอง ป้องกันไม่ให้กติกาการค้าโลกถูกผูกขาดโดยประเทศในเขตหนาว และเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คลังอาหารอัจฉริยะ
สร้างเครือข่ายคลังอาหารอัจฉริยะที่เชื่อมโยงประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของโลก ยกระดับจากผู้ส่งออกราคาถูกเป็นผู้คุมความมั่นใจของโลกด้วยเทคโนโลยี Blockchain
ก้าวข้ามนโยบายแบบเดิม
นายสรศักดิ์เน้นย้ำว่านโยบายการต่างประเทศแบบเดิมที่เน้นเพียงความพริ้วไหวหรือการเป็นรัฐกันชนนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยต้องก้าวข้ามสู่การเป็น Node หรือจุดเชื่อมต่อที่สร้างกติกาใหม่ในพื้นที่ที่โลกต้องการความมั่นใจ “Middle Power จะเป็นเพียงตัวนิ่มที่เอาแต่ขดตัวกลมแกล้งตาย หากต่างคนต่างอยู่ พลังที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากปมใดปมหนึ่งที่ทำตัวเด่น แต่เกิดจากทุกปมที่รับแรงดึงร่วมกัน การเชื่อมโยงกันจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันคือทางรอดเดียวที่จะทำให้เราเป็นผู้กำหนดทิศทางลมของโลกในอนาคต”



