สอบสวนอาจารย์ฝรั่งเศสกุเรื่องรางวัลปลอมมอบให้ตัวเอง
สอบสวนอาจารย์ฝรั่งเศสกุรางวัลปลอมมอบตัวเอง

อาจารย์ฝรั่งเศสสร้างรางวัลปลอมมอบให้ตัวเอง

นักวิชาการชาวฝรั่งเศสรายหนึ่งกำลังถูกสอบสวนในข้อหาสร้างรางวัลด้านนิรุกติศาสตร์ปลอมขึ้นมา ซึ่งเลียนแบบรางวัลโนเบล เพื่อให้ตนเองได้รับรางวัลดังกล่าว

รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ว่า ฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ จากเมืองเบซองซง ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ได้รับเหรียญทองเกียรติยศด้านนิรุกติศาสตร์ในปี 2559 ในพิธีที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ อาคารรัฐสภาในกรุงปารีส โดยมีรัฐมนตรีและผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายท่านเข้าร่วมงาน

ทว่า รางวัลดังกล่าวกลับเป็นเรื่องลวงโลก เช่นเดียวกับองค์กรที่อ้างว่าเป็นผู้มอบรางวัลอย่าง “สมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติ” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกสร้างขึ้นโดยมงตาแคลร์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประวัติทางวิชาการของตนเอง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การสอบสวนและการพักงาน

พนักงานสอบสวนในเมืองเบซองซงกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีการละเมิดกฎหมายใดหรือไม่ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่มงตาแคลร์สอนมานานกว่า 20 ปีได้สั่งพักงานเขาอย่างไม่มีกำหนด

“มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เลยทีเดียว” โปล-เอดัวร์ ลาลัวส์ อัยการผู้รับผิดชอบการสอบสวนกล่าว

แผนการลวงโลก

ตามข้อมูลจากลาลัวส์ระบุว่า มงตาแคลร์เริ่มแผนการลวงโลกนี้ในปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเบซองซงลงพาดหัวข่าวว่า “ชายท้องถิ่นติดโผผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล”

รายงานข่าวในตอนนั้นระบุว่า มงตาแคลร์ติด 1 ใน 5 รายชื่อสุดท้ายของรางวัลระดับนานาชาติอันทรงเกียรติ ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันก็มีรายงานว่าเขาเป็นผู้ชนะรางวัล และในเดือนมิถุนายนปีถัดมา พิธีมอบรางวัลก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปารีส

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ต่อมาในปีเดียวกัน เรื่องราวนี้ได้ยกระดับไปอีกขั้นเมื่อนายมงตาแคลร์ได้ต้อนรับ โนม ชอมสกี นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งในขณะนั้นอายุ 88 ปี ในพิธีที่จัดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อมอบเหรียญทองกิตติมศักดิ์จากสมาคมนิรุกติศาสตร์นานาชาติให้แก่ตัวเขา

วิดีโอของพิธีดังกล่าวสามารถรับชมได้ทางออนไลน์ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ของสมาคมปลอมนี้ ที่ระบุรายชื่อผู้ได้รับรางวัลย้อนหลังไปจนถึงปี 2510 ซึ่งมีชื่อของ อุมแบร์โต เอโก นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลีรวมอยู่ด้วย แต่ความไม่เป็นมืออาชีพของเว็บไซต์นั้นควรจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นตั้งนานแล้ว

การเสริมแต่งประวัติ

ในขณะเดียวกัน มงตาแคลร์ยังได้เสริมแต่งประวัติของตัวเองให้ดูดียิ่งขึ้น ด้วยการอ้างว่าได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิรุกติศาสตร์และการศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลูอิส รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่พบประวัติการมีอยู่ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลย

“เหรียญทองด้านนิรุกติศาสตร์เป็นสิ่งที่นายฟลอร็องต์ มงตาแคลร์ สร้างขึ้นมาเองล้วนๆ โดยเขามอบรางวัลให้ตัวเองผ่านการแทรกแซงของสมาคมทางวิชาการที่เขาสร้างขึ้นมาเองเห็นๆ และมหาวิทยาลัยที่มีตัวตนอยู่แค่บนเว็บไซต์เท่านั้น” อัยการลาลัวส์กล่าว

การเปิดโปง

เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดโปงหลังจากที่มงตาแคลร์ระบุชื่อ อูเจน ซิมิออน นักนิรุกติศาสตร์ชาวโรมาเนีย เป็นผู้ได้รับรางวัลคนถัดไป ซึ่งข่าวดังกล่าวกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโรมาเนีย แต่กลับสะกิดใจทีมผู้สื่อข่าวที่นั่นจนเริ่มมีการตั้งข้อสงสัยและสืบหาความจริงในที่สุด

แต่ถึงแม้ความจริงจะเริ่มปรากฏในปี 2562 แต่เรื่องนี้กลับไม่เป็นที่สังเกตในฝรั่งเศส โดยมงตาแคลร์ยังคงทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อไปได้ตามปกติ

ความจริงเพิ่งจะมาถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน เมื่อมงตาแคลร์มีกำหนดการที่จะเป็นประธานในการอภิปรายหัวข้อ “ข่าวปลอม” และมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจำได้ว่าเคยได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาจากทางโรมาเนีย

การตรวจค้นและสารภาพ

หนังสือพิมพ์ Le Monde รายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มงตาแคลร์บอกกับตำรวจว่า “ผมเดาว่าคงเป็นเรื่องเหรียญรางวัลสินะ” และเขาสารภาพว่าได้สั่งทำเหรียญนั้นจากช่างอัญมณีเพียงไม่นานก่อนจะมีพิธีที่ปารีส โดยเสียค่าใช้จ่ายไป 250 ยูโร หรือราว 9,500 บาท

คำแก้ต่างและประเด็นทางกฎหมาย

“มันไม่ใช่การต้มตุ๋น แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างรางวัลเกียรติยศใหม่ขึ้นมาในโลกวิชาการ เพียงแต่เป็นความพยายามที่ล้มเหลวเท่านั้น” นายมงตาแคลร์กล่าว

ขณะนี้สำนักงานอัยการจำเป็นต้องตัดสินใจว่า การกุเรื่องรางวัลนี้ขึ้นมาช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของมงตาแคลร์โดยมิชอบหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็อาจเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าเขากระทำความผิดทางอาญา

ส่วนนายมงตาแคลร์แก้ต่างว่า การสร้างรางวัลที่ไม่มีมูลค่าขึ้นมานั้นไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวมันเอง และสื่อท้องถิ่นต่างหากที่เป็นฝ่ายหยิบยกไปเปรียบเทียบว่าเป็น “รางวัลโนเบล” เอง