ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันทฤษฎีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์จากดาวเคราะห์น้อยชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน การค้นพบนี้มาจากการวิเคราะห์ตัวอย่างหินที่เก็บได้จากหลุมอุกกาบาตชิกซูลับในเม็กซิโก ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อกันว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์พุ่งชนโลก
หลักฐานใหม่ยืนยันทฤษฎี
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science พบว่าตัวอย่างหินมีปริมาณอิริเดียมสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นธาตุหายากบนโลกแต่มักพบในอุกกาบาต นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของเขม่าควอตซ์และผลึกแร่ที่เกิดจากแรงกระแทกมหาศาล ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ดาวเคราะห์น้อยชนโลก
ผลกระทบต่อสภาพอากาศโลก
การชนครั้งนี้ทำให้เกิดฝุ่นและเขม่าปกคลุมชั้นบรรยากาศเป็นเวลานาน ส่งผลให้แสงแดดส่องถึงพื้นโลกลดลงอย่างรุนแรง พืชและแพลงก์ตอนพืชตายจำนวนมาก เกิดการล่มสลายของห่วงโซ่อาหารในที่สุด สัตว์ใหญ่เช่นไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่สัตว์ปีกจึงสูญพันธุ์
- อิริเดียมพบในชั้นหินยุคครีเทเชียส-พาลีโอจีนทั่วโลก
- ชิกซูลับเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 180 กิโลเมตร
- การชนปลดปล่อยพลังงานเท่าระเบิดนิวเคลียร์หลายล้านลูก
การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์
การค้นพบนี้ช่วยปิดช่องว่างในทฤษฎีที่เสนอโดยทีมนักฟิสิกส์ ลูอิส อัลวาเรซ ในปี 1980 ซึ่งเคยถูกตั้งคำถามมานาน หลักฐานใหม่นี้มาจากการขุดเจาะใต้ทะเลลึกลงไปในหลุมชิกซูลับเมื่อปี 2016 ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์กว่า 30 คนจากหลายประเทศร่วมมือกันเก็บตัวอย่างหิน
ดร.ฌอน กูลิก จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าวว่า "นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดที่เรามี" การค้นพบนี้ไม่เพียงยืนยันสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แต่ยังช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการชนของดาวเคราะห์น้อยครั้งนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปจากโลก แต่ยังมีปัจจัยอื่นเช่นการระเบิดของภูเขาไฟเดคแคนในอินเดียที่อาจมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน



