เมียนมาสั่งปิดสถานกงสุลในเชียงตุงและท่าขี้เหล็ก หลังถูกกองกำลังชนกลุ่มน้อยยึด
เมียนมาสั่งปิดสถานกงสุลในเชียงตุงและท่าขี้เหล็ก

รัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของคณะรัฐประหารได้มีคำสั่งปิดสถานกงสุลในเมืองเชียงตุง (Kengtung) และเมืองท่าขี้เหล็ก (Tachilek) อย่างไม่มีกำหนด หลังจากกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยสามารถยึดพื้นที่ดังกล่าวได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลให้การให้บริการด้านเอกสารสำคัญ เช่น วีซ่าและหนังสือเดินทางต้องหยุดชะงักลงทันที

การยึดพื้นที่โดยกองกำลังชนกลุ่มน้อย

แหล่งข่าวจากสำนักข่าวเมียนมารายงานว่า กองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย ซึ่งประกอบด้วยแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (PNLA) ได้ร่วมกันยึดพื้นที่ในเมืองเชียงตุงและท่าขี้เหล็ก โดยสามารถควบคุมอาคารสถานที่สำคัญ รวมถึงสถานกงสุลของรัฐบาลเมียนมาได้ หลังจากการสู้รบที่ยาวนานหลายวัน

“กองกำลังของเราสามารถยึดสถานกงสุลในเชียงตุงและท่าขี้เหล็กได้อย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม” โฆษกของกองกำลังกะเหรี่ยงกล่าว “เราได้ควบคุมพื้นที่ทั้งหมดและกำลังดำเนินการรักษาความปลอดภัย”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อการให้บริการและประชาชน

การปิดสถานกงสุลดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการทำหนังสือเดินทางหรือขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ แหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่กงสุลทุกคนได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ทันที และได้ย้ายไปยังเมืองอื่นที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

“ผมต้องเดินทางไปรักษาตัวที่ประเทศไทย แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำหนังสือเดินทางได้ เพราะสถานกงสุลปิด” ชาวบ้านในท่าขี้เหล็กให้สัมภาษณ์ “ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลเมียนมา

รัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกองกำลังชนกลุ่มน้อย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการทางทหารเพื่อยึดพื้นที่คืน

“การปิดสถานกงสุลเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ เราจะไม่ยอมให้พื้นที่ใดตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ” โฆษกรัฐบาลเมียนมากล่าว “เราจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูอำนาจรัฐ”

สถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมา

การยึดพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเมียนมา นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2564 กองกำลังชนกลุ่มน้อยและกองกำลังต่อต้านรัฐบาลได้ขยายพื้นที่ควบคุมในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในรัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า 2 ล้านคน ตามรายงานของสหประชาชาติ

สถานกงสุลที่ถูกปิดในครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายแห่งที่รัฐบาลเมียนมาใช้ในการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การปิดดังกล่าวอาจส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางไปยังเมืองใหญ่เพื่อรับบริการ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง

อนาคตของพื้นที่ยึดครอง

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยจะสามารถรักษาพื้นที่ที่ยึดมาได้นานเพียงใด หรือรัฐบาลเมียนมาจะสามารถยึดคืนได้เมื่อใด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวชี้ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการยุติความขัดแย้ง

นายกรัฐมนตรีเงาของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) กล่าวว่า “เราพร้อมที่จะเจรจาเพื่อยุติความรุนแรง แต่รัฐบาลทหารต้องหยุดโจมตีพลเรือนก่อน”