ทรัมป์สั่งระงับ Project Freedom อ้างคืบหน้าข้อตกลงอิหร่าน
ทรัมป์สั่งระงับ Project Freedom อ้างคืบหน้าข้อตกลงอิหร่าน (06.05.2026)

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับปฏิบัติการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือที่รู้จักในชื่อ “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) เป็นการชั่วคราว โดยอ้างว่ามีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจากับตัวแทนของอิหร่านเพื่อบรรลุข้อตกลงที่สมบูรณ์และเป็นขั้นสุดท้าย

รายละเอียดการประกาศ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ทรัมป์ได้ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะระงับปฏิบัติการ Project Freedom แต่ยังคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลเอาไว้ โดยระบุว่า “จากการร้องขอของปากีสถานและประเทศอื่น ๆ รวมถึงความสำเร็จทางทหารอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับระหว่างปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน และข้อเท็จจริงที่ว่าเรามีความคืบหน้าอย่างมากไปสู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และเป็นขั้นสุดท้ายกับตัวแทนของอิหร่าน เราจึงได้ตกลงร่วมกันว่า ในขณะที่มาตรการปิดล้อมจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ แต่ Project Freedom จะถูกระงับไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อดูว่าจะสามารถหาข้อสรุปและลงนามข้อตกลงได้หรือไม่”

ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายการทูต

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “ระยะการสู้รบ” ของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว และขณะนี้สหรัฐฯ กำลังมุ่งเน้นไปที่ปฏิบัติการใหม่ในการคุ้มกันเรือสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบและความสำคัญ

การระงับ Project Freedom ชั่วคราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ยังคงรักษามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารต่ออิหร่านไว้ การเจรจาที่มีความคืบหน้าอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ครอบคลุม ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันของโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องเรือสินค้าและรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาเน้นการเจรจาอาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการคลี่คลายความขัดแย้งในอนาคต