ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ประกาศเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพกองทัพของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน โดยล่าสุดได้ทำพิธีรับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ พร้อมอาวุธและยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อยกระดับความมั่นคงของชาติ
พิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ที่ฐานทัพอากาศจาการ์ตา
นายปราโบโว ซูเบียนโต กล่าวระหว่างพิธีรับมอบยุทโธปกรณ์ใหม่ของกองทัพอากาศ ที่ฐานทัพอากาศในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องยับยั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ผู้นำอินโดนีเซียย้ำว่าประเทศไม่มีเป้าหมายอื่นใดนอกจากการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของตนเอง พร้อมระบุว่า เสถียรภาพของชาติต้องอาศัยความพร้อมด้านการป้องกันประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ
รายละเอียดการจัดซื้อ Rafale และยุทโธปกรณ์อื่นๆ
ในพิธีดังกล่าว อินโดนีเซียได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ Rafale จากฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีก 3 ลำ หลังจากได้รับมาแล้ว 3 ลำเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมเป็น 6 ลำ จากคำสั่งซื้อทั้งหมด 42 ลำ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.9 แสนล้านบาท ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2022
นอกจากเครื่องบินรบ Rafale แล้ว อินโดนีเซียยังได้รับมอบเครื่องบิน Dassault Falcon 8X จำนวน 4 ลำ เครื่องบินลำเลียง Airbus A400M Atlas อีก 1 ลำ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ GM403 GCI ของบริษัท Thales รวมถึงขีปนาวุธ Meteor และอาวุธอัจฉริยะ AASM Hammer จากฝรั่งเศส
พิธีกรรมตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย
ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมก่อนขึ้นสู่อำนาจในปี 2024 ได้ทำพิธีพรมน้ำดอกไม้บนหัวเครื่องบิน Rafale ตามธรรมเนียมอินโดนีเซีย เพื่อความเป็นสิริมงคล
การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงระยะยาว
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียระบุว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอาวุธทางทหาร แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างอธิปไตย เกียรติภูมิ และความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
ข้อกังวลด้านงบประมาณจากนักวิเคราะห์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แม้อินโดนีเซียยังเดินหน้าโครงการจัดซื้ออาวุธ แต่รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการประหยัดงบประมาณฉุกเฉินเพื่อรองรับโครงการด้านกลาโหมเพิ่มเติมในอนาคตหรือไม่ ท่ามกลางสถานะการคลังของประเทศที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก



