อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แจงปมต้นไม้ล้มทับรถนักท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แจงปมต้นไม้ล้มทับรถ

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความและภาพเหตุการณ์ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับรถยนต์ของนักท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ล่าสุดทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนและลมกระโชกแรง ไม่ใช่การทุจริตหรือละเลยการดูแลแต่อย่างใด

รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคอง ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มลงทับรถยนต์ของนักท่องเที่ยวที่จอดอยู่ใกล้เคียง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่อยู่ในรถในขณะเกิดเหตุ

การชี้แจงของอุทยาน

นายธนกฤต วงศ์ใหญ่ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ทันทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุ พบว่าต้นไม้ที่ล้มเป็นต้นตะเคียนทองขนาดใหญ่ อายุประมาณ 100 ปี ซึ่งมีร่องรอยการผุกร่อนตามธรรมชาติ ประกอบกับมีลมกระโชกแรงในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถต้านทานแรงลมได้ จึงล้มลงมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายธนกฤตกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางอุทยานฯ ได้ดำเนินการตัดต้นไม้ที่เสี่ยงต่อการล้มออกเป็นประจำทุกปี แต่บางครั้งอาจมีต้นไม้ที่มองเห็นจากภายนอกว่าปลอดภัย แต่ภายในผุกร่อนจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้

การดูแลความปลอดภัย

ทางอุทยานฯ ขอยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก โดยมีมาตรการดูแลดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • การตรวจสอบและตัดแต่งต้นไม้ที่เสี่ยงต่อการล้มเป็นประจำทุกปี
  • การติดตั้งป้ายเตือนในจุดที่มีความเสี่ยง
  • การจัดเจ้าหน้าที่巡逻และให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว
  • การปรับปรุงเส้นทางและจุดกางเต็นท์ให้ปลอดภัย

ข้อแนะนำแก่นักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ ฝากถึงนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมธรรมชาติ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่หรือในจุดที่เสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่มีลมแรงหรือฝนตกหนัก เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ ทางอุทยานฯ ได้ประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายตามระเบียบของทางราชการต่อไป