ผลการศึกษาฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ระบุว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักและดินถล่มที่กินเวลาเพียง 4 วันบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ได้คร่าชีวิตอุรังอุตังตาปานูลี (Tapanuli Orangutan) อย่างน้อย 58 ตัว หรือประมาณร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ไม่ถึง 800 ตัวทั่วโลก ถือเป็นลิงใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก
พายุไซโคลนเซนยาร์ต้นเหตุภัยพิบัติ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Cyclone Senyar) ที่พัดถล่มเกาะสุมาตราในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน และนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนั้น
การประเมินความเสียหายเบื้องต้น
ศาสตราจารย์ เอริก เมยาร์ด ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร บอร์เนียว ฟิวเจอร์ส (Borneo Futures) ในประเทศบรูไน และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิต 58 ตัวนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากการประเมินเบื้องต้นเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อนที่คาดไว้ที่ 35 ตัว โดยการพบเห็นอุรังอุตังตาปานูลีในพื้นที่ลดลงอย่างผิดปกติหลังพายุผ่านพ้น
เด็คกี จันทรา เจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปกติอุรังอุตังมักลงมาหากินผลไม้บริเวณหมู่บ้านปูโลปักกัต เขตตาปานูลีตอนกลาง แต่หลังภัยพิบัติ พื้นที่กลับกลายเป็นเหมือนสุสานของพวกมัน โดยพบซากอุรังอุตังถูกฝังอยู่ใต้กองโคลนและซากไม้
ผลกระทบทางอ้อมที่ยังไม่ถูกประเมิน
นักวิจัยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินแบบจำกัด และยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมจากการที่เรือนยอดป่าได้รับความเสียหาย หรือปริมาณอาหารตามธรรมชาติลดลงหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงสูงกว่านี้
ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายงานยังชี้ว่า แม้พายุไซโคลนเซนยาร์จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงของสภาพอากาศเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วในพื้นที่จะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นในอนาคต
นักวิจัยเตือนว่า อุรังอุตังตาปานูลี ซึ่งเพิ่งได้รับการจำแนกเป็นสายพันธุ์ใหม่ของโลกเมื่อปี 2560 อาจสูญพันธุ์ได้ หากประชากรลดลงมากกว่าร้อยละ 1 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง
มาตรการปกป้องจากรัฐบาลอินโดนีเซีย
ปัจจุบัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ระงับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการในพื้นที่ป่าคุ้มครองบาตังโตรู (Batang Toru) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของอุรังอุตังตาปานูลี ทั้งโครงการเหมืองแร่ การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยประเมินความเสี่ยงด้านระบบนิเวศอย่างละเอียดมากขึ้น
ความร่วมมือระดับนานาชาติที่จำเป็น
คณะผู้วิจัยระบุว่า วิกฤตที่อุรังอุตังตาปานูลีกำลังเผชิญสะท้อนให้เห็นถึงการบรรจบกันของปัญหาความไม่มั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเปราะบางของระบบนิเวศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองในระดับสากลอย่างเร่งด่วน
นักวิจัยย้ำว่า การปกป้องอุรังอุตังตาปานูลีที่ยังเหลืออยู่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติ ทั้งการคุ้มครองภายในประเทศ การวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ของลิงใหญ่สายพันธุ์หนึ่งของโลกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่



