พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 โดยมีประชาชนจากทั่วประเทศร่วมเดินทางมาแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก คาดว่ามากกว่า 200,000 คนตลอดทั้งวัน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ตั้งแต่เช้าตรู่ ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางมาถึงบริเวณท้องสนามหลวงและจุดคัดกรองโดยรอบ บางส่วนมากันตั้งแต่เที่ยงคืนเพื่อหาที่นั่งใกล้พระเมรุมาศที่สุด ผู้คนจำนวนมากสวมใส่ชุดดำและถือรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนดอกไม้จันทน์เพื่อร่วมวางหน้าพระบรมโกศ
นางสาวสมศรี (สงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี จากจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ฉันเดินทางมากับครอบครัวตั้งแต่ตีสาม อยากมาให้ถึงก่อนพิธีจะเริ่ม ฉันรักในหลวงมาก ท่านทรงงานหนักเพื่อพวกเรา”
พิธีการดำเนินไปตามโบราณราชประเพณีอย่างเคร่งครัด
เวลาประมาณ 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระเมรุมาศเพื่อทรงจุดไฟถวายพระเพลิง ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่เฝ้าชมผ่านจอยักษ์ที่ตั้งไว้โดยรอบ ท้องสนามหลวงเงียบสงัด มีเพียงเสียงสวดพระอภิธรรมและเสียงประชาชนที่ร้องไห้
ตลอดพิธี มีการจัดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครและหน่วยแพทย์คอยดูแลประชาชนที่อาจเกิดอาการเป็นลมหรือช็อกจากความร้อนและความเครียดทางจิตใจ โดยมีรายงานผู้ป่วยเล็กน้อยประมาณ 200 รายตลอดทั้งวัน
ผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทาง
การจัดงานส่งผลให้การจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยรอบสนามหลวงและถนนราชดำเนินต้องปิดการจราจรชั่วคราว ทางการได้จัดรถ shuttle bus และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้บริการฟรีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงาน ส่งผลให้การเดินทางในวันดังกล่าวใช้เวลานานกว่าปกติ 2-3 ชั่วโมง
ประชาชนร่วมแสดงความอาลัยผ่านสื่อสังคมออนไลน์
นอกจากผู้ที่เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเองแล้ว ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ร่วมแสดงความอาลัยผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้แฮชแท็ก #พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และ #รักในหลวง ซึ่งมีผู้ใช้โพสต์ข้อความและภาพมากกว่า 5 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
นายชัยวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี จากกรุงเทพฯ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า “แม้ไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ได้ดูถ่ายทอดสดทั้งวัน น้ำตาไหลตลอด ขอให้พระองค์ทรงสถิตในดวงใจตราบนิรันดร์”
การจัดงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กล่าวภายหลังพิธีว่า “การจัดงานครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะประชาชนที่ร่วมแสดงความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ”
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในงานพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความผูกพันของประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง



