ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในกรุงเทพมหานคร ณ เวลา 07.00 น. ของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 33.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่ยังคงมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับสีส้มที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
พื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดในกรุงเทพฯ
จากการตรวจวัดพบว่า เขตลาดกระบังมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงที่สุดที่ 51.5 มคก./ลบ.ม. ตามมาด้วยเขตบางรักที่ 42.2 มคก./ลบ.ม. และเขตประเวศกับเขตปทุมวันที่ 40.9 มคก./ลบ.ม. ตามลำดับ โดยพื้นที่อื่นๆ ที่มีค่าฝุ่นสูงได้แก่ เขตราชเทวี (39.7 มคก./ลบ.ม.) เขตบางคอแหลม (39.3 มคก./ลบ.ม.) เขตพระนคร (39.2 มคก./ลบ.ม.) เขตคลองเตย (37.7 มคก./ลบ.ม.) เขตคลองสามวา (37 มคก./ลบ.ม.) เขตหลักสี่ (36.6 มคก./ลบ.ม.) เขตบางซื่อ (36.5 มคก./ลบ.ม.) และเขตบางพลัด (36.2 มคก./ลบ.ม.)
ภาพรวมคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ
เมื่อแบ่งตามภูมิภาคพบว่า กรุงเทพตะวันออกมีค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 27.5 ถึง 51.5 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพใต้อยู่ที่ 26.6 ถึง 42.2 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพกลางอยู่ที่ 27.7 ถึง 39.7 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพเหนืออยู่ที่ 29.6 ถึง 36.6 มคก./ลบ.ม. กรุงธนเหนืออยู่ที่ 27.5 ถึง 36.2 มคก./ลบ.ม. และกรุงธนใต้อยู่ที่ 28.1 ถึง 36 มคก./ลบ.ม. โดยภาพรวมทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
คำแนะนำสุขภาพสำหรับประชาชน
เนื่องจากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้มที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครได้ออกคำแนะนำดังนี้
- สำหรับประชาชนทั่วไป: ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา
- สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง: ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และหากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที
การเฝ้าระวังและป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว