สธ.ยันไม่มีผู้เสียชีวิตจากฝีดาษลิงในไทย พบติดเชื้อ 316 ราย
สธ.ยันไม่มีผู้เสียชีวิตจากฝีดาษลิงในไทย พบติดเชื้อ 316 ราย

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง โดยพบผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 316 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 15 สิงหาคม 2567 โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นชายและมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สถานการณ์โรคฝีดาษวานรในไทย

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2567 ไทยพบผู้ป่วยฝีดาษวานรสะสม 316 ราย โดยไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชายอายุระหว่าง 20-40 ปี มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

นพ.ธงชัยกล่าวว่า “ขณะนี้ไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานร การติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาหายได้” พร้อมย้ำว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการป้องกันและควบคุมโรค

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการป้องกันโรคฝีดาษวานร โดยเน้นให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามตัว นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 21 วัน

สำหรับผู้ที่มีอาการสงสัยสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และหากพบว่าติดเชื้อจะได้รับการรักษาตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข

สถานการณ์ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าการระบาดของฝีดาษวานรยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยมีผู้ป่วยยืนยันแล้วกว่า 100,000 รายใน 119 ประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ถึงปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกาและยุโรป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ในเดือนสิงหาคม 2567 WHO ได้ประกาศให้โรคฝีดาษวานรเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังพบการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ (clade Ib) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้านี้

คำแนะนำสำหรับประชาชน

กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมสัมพันธ์ทางเพศกับคนหลายคน หรือมีประวัติเดินทางไปพื้นที่ระบาด ควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือติดตามข่าวสารผ่านช่องทางของกระทรวงสาธารณสุข