มะกันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 รายแรกที่ป่วยหนัก ต้องเข้า ICU
มะกันพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 รายแรกที่ป่วยหนักต้องเข้า ICU

สหรัฐฯ พบผู้ป่วยไข้หวัดนก H5N1 รุนแรงรายแรกที่ต้องเข้า ICU

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อสหรัฐฯ (CDC) รายงานเมื่อวันพุธ (18 ธ.ค. 2567) ว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 รายแรกในสหรัฐฯ ที่มีอาการรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู (ICU) โดยผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสกับไก่ป่วยในฟาร์มหลังบ้าน

ผู้ป่วยรายนี้เป็นชาวเมืองลุยเซียนา อายุมากกว่า 65 ปี และมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น ขณะนี้กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการระบบทางเดินหายใจรุนแรง

แนวโน้มการติดเชื้อสู่คนเพิ่มขึ้น

นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 สหรัฐฯ มีรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในมนุษย์รวม 61 ราย โดยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เช่น เยื่อบุตาอักเสบ หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย และไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยอาการรุนแรงมาก่อนหน้านี้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

CDC ระบุว่า การพบผู้ป่วยอาการรุนแรงครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงต่อสาธารณชนโดยรวม ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเชื้อไวรัสมีแนวโน้มที่จะปรับตัวให้ติดต่อสู่คนได้มากขึ้น

การตรวจพบและการเฝ้าระวัง

ผู้ป่วยรายนี้ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก H5N1 หลังจากมีอาการป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐลุยเซียนาได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของ CDC ซึ่งยืนยันผลการติดเชื้อ

CDC กำลังสอบสวนหาสาเหตุการติดเชื้อที่แน่ชัด และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน หน่วยงานยังคงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายโดยไม่มีการป้องกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ดร.เดโบราห์ ไบรเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ กล่าวว่า “การพบผู้ป่วยรุนแรงครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าไวรัสไข้หวัดนกยังคงเป็นภัยคุกคาม แม้ความเสี่ยงในวงกว้างจะยังต่ำ แต่เราต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการกลายพันธุ์ที่อาจเกิดขึ้น”

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

การระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้องทำลายสัตว์ปีกหลายล้านตัวเพื่อควบคุมโรค อย่างไรก็ตาม CDC ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากคนสู่คนในครั้งนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังคงต่ำ

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC กำลังร่วมมือกันพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกสำหรับมนุษย์ ขณะนี้มีวัคซีนต้นแบบที่สามารถใช้กับสายพันธุ์ H5N1 ได้บางส่วน แต่ยังต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแนะนำให้ผู้ที่ทำงานกับสัตว์ปีกหรือนกป่าสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และสังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือตาแดง หลังสัมผัสสัตว์ ควรรีบพบแพทย์