สถานการณ์วิกฤต "หญ้าทะเล" แหล่งอาหารหลักของพะยูนที่กำลังเสื่อมโทรมหนัก ล่าสุดพบสัญญาณบวก เมื่อ "หญ้าใบสั้น" เริ่มฟื้นตัวในบางพื้นที่ สร้างความหวังในการอนุรักษ์พะยูนไทย จากข่าวสะเทือนใจเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา พบซากพะยูนถูกตัดหัวนอนเกยตื้นที่หาดจังหวัดพังงา ผลชันสูตรระบุว่าตายจากอาการป่วย ก่อนถูกตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวตามความเชื่อ โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกิดจากการกินสาหร่ายพิษที่เข้ามาทดแทนหญ้าทะเล ซึ่งนับวันยิ่งเสื่อมโทรมหดหายจากมลพิษและภาวะโลกร้อน
สถานการณ์หญ้าทะเลไทย
นางณัฐวดี บันติวิวัฒน์กุล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง และผู้ประสานงานด้านระบบนิเวศหญ้าทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา มีกระแสเรื่องหญ้าทะเลเสื่อมโทรมจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับแหล่งอาหารและการสูญพันธุ์ของพะยูน โดยหญ้าทะเลของไทยมีทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ฝั่งอ่าวไทยมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ แต่ฝั่งอันดามันกลับมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะบริเวณเกาะลิบง จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของแหล่งหญ้าทะเลในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงมากที่สุดร้อยละ 34 รองลงมาคือคงที่ร้อยละ 25 ลดลงตามธรรมชาติร้อยละ 21 และสมบูรณ์ขึ้นร้อยละ 15 สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์การเสื่อมโทรมของหญ้าทะเลในประเทศไทยเป็นประเด็นวิกฤตด้านทรัพยากรทางทะเลที่ควรเร่งแก้ไข
ข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณ
หากย้อนกลับไป สถานการณ์หญ้าทะเลในไทยเริ่มเสื่อมโทรมตั้งแต่ปี 2563 ในเชิงพื้นที่อาจไม่ได้วัดว่าพื้นที่ลดลงชัดเจน แต่เป็นการลดลงในเชิงคุณภาพ คือความหนาแน่นของหญ้าทะเลหายไป บางพื้นที่เปอร์เซ็นต์การปกคลุมลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 10 ข้อมูลภาพรวมปี 2568 พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีความหนาแน่นต่ำ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง พบว่าในปี 2568 พื้นที่หญ้าทะเลของประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ 98,578 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 97,784 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 แต่หากดูเฉพาะฝั่งอันดามัน พบว่าแหล่งหญ้าทะเลลดลงต่อเนื่อง จาก 74,737 ไร่ในปี 2563 เหลือเพียง 56,055 ไร่ในปี 2568
ในเชิงคุณภาพ การปกคลุมน้อยลงอย่างชัดเจน คือจากการปกคลุมเฉลี่ยร้อยละ 33 ในปี 2563-2566 ลดเหลือร้อยละ 28.77 ในปี 2567 และลดต่อเนื่องเหลือร้อยละ 21.60 ในปี 2568 แสดงถึงการเสื่อมโทรมเชิงคุณภาพของระบบนิเวศ
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในระยะแรก (พ.ศ. 2559-2563) แหล่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกคลุมปานกลางร้อยละ 38-54 รองลงมาคือปกคลุมสูงถึงสูงมากร้อยละ 27-39 และมีพื้นที่ระดับปกคลุมต่ำร้อยละ 19-23 แต่ในระยะหลัง (พ.ศ. 2564-2568) แหล่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกคลุมต่ำร้อยละ 20-65 รองลงมาคือระดับปกคลุมปานกลางร้อยละ 21-52 และมีพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ดีหรือมีหญ้าทะเลปกคลุมสูงถึงสูงมากเพียงร้อยละ 14-29 เท่านั้น
พื้นที่ที่หญ้าทะเลมีสภาพเสื่อมโทรมรุนแรงที่สุดคือจังหวัดตรัง โดยเฉพาะเกาะลิบง เกาะมุกด์ แหลมหยงหลำ อ่าวขาม และบ้านแหลมไทร โดยหญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ซึ่งเป็นหญ้าทะเลใบยาว เป็นชนิดเด่นและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด แสดงอาการเสื่อมโทรมอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลายใบขาดสั้น รากเน่าเปื่อย ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม
ผลกระทบต่อพะยูน
นางณัฐวดีเปิดเผยว่า การที่แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมทำให้พะยูนไม่มีอาหาร จึงต้องอพยพไปที่อื่น หากอพยพแล้วไม่มีอาหารกินอีก ก็เริ่มอดอยากและป่วยจากโรคขาดสารอาหาร ข้อมูลระบุว่าพะยูนในจังหวัดตรังลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 188 ตัวในปี 2565 เหลือเพียง 59 ตัวในปี 2568 เฉลี่ยตายปีละ 35 ตัว ในช่วงที่แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมทำให้เกิดวิกฤตการตายของพะยูนมากขึ้น เพราะนอกจากป่วยตายแล้ว ยังมีอุบัติเหตุจากการอพยพไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย โดยระหว่างที่อพยพจะไปเจอกับอุปกรณ์ประมงของชาวบ้าน เนื่องจากเดิมทีพะยูนไม่ได้อพยพย้ายถิ่นบ่อยนัก
สัญญาณบวกหญ้าทะเลใบเล็กเริ่มฟื้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ เริ่มมีสัญญาณบวก เริ่มปรากฏการเข้าปกคลุมพื้นที่ของหญ้าทะเลใบเล็กบางชนิด เช่น หญ้าใบมะกรูด หญ้าชะเงาเต่า และหญ้าชะเงาใบมน ในบริเวณคลองสะพานช้างและบ้านปากคลอง จังหวัดตรัง รวมถึงอ่าวน้ำเมา จังหวัดกระบี่ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของระบบนิเวศในบางพื้นที่ แม้ในส่วนของหญ้าคาทะเลซึ่งเป็นหญ้าทะเลใบยาวและได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ยังคงมีสภาพเสื่อมโทรมและไม่มีแนวโน้มการฟื้นตัว
เมื่อหญ้าทะเลในพื้นที่เดิมเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น ฝูงพะยูนก็เริ่มกลับมายังแหล่งอาหารเดิมมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกลือบง จังหวัดตรัง ในปีนี้แหล่งหญ้าทะเลเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะหญ้าทะเลชนิดใบเล็กจะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้เร็วกว่าหญ้าคาทะเลที่เป็นแบบใบยาว ซึ่งตอนนี้ยังฟื้นฟูได้ไม่ดีเหมือนเดิม จากการศึกษาในกระเพาะพะยูนที่ตาย พบว่ามีอัตราส่วนหญ้าทั้งสองชนิดพอๆ กัน แต่หญ้าใบเล็กพะยูนจะกินง่ายกว่าเพราะใบอ่อน ส่วนหญ้าคาทะเลถ้าโตเต็มที่ใบจะแข็งเหมือนหญ้าคาบนบก ข้อดีของหญ้าใบเล็กคือเมื่อถูกพะยูนกิน อัตราการงอกใหม่ของหญ้าเร็วมาก ประมาณ 2 อาทิตย์ก็กลับมาเท่าเดิม ขณะที่หญ้าคาทะเลที่เป็นใบยาวใช้เวลาเป็นเดือนในการงอกใบใหม่
แนวทางการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามดำเนินการฟื้นฟูใน 4 แนวทาง ดังนี้
- การฟื้นฟู ปลูกหญ้าทะเลเสริมในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใหม่
- การคืนสภาพ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เช่น ลดตะกอน ซึ่งส่วนนี้ทำได้ยากที่สุดเนื่องจากมีพื้นที่กว้าง
- การแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ การล้อมคอกในบริเวณที่หญ้าขึ้นจำนวนน้อย เพื่อกันสัตว์มากินหรือกันเครื่องมือประมงเข้ามา เพื่อรอให้หญ้าโตจนเต็มวัยก่อนจะย้ายคอกไปจุดอื่น
- การคืนความสมดุล เป็นงานทดลองโดยใช้สิ่งมีชีวิต เช่น ปลิงทะเล ไปปล่อยในแหล่งหญ้าเพื่อช่วยลดตะกอนและทำให้น้ำสะอาดขึ้น ช่วยให้หญ้าโตเร็วขึ้น
นางณัฐวดีทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากฝากคือเราควรลดกิจกรรมที่กระทบต่อหญ้าทะเลเพื่อให้มันฟื้นตัวตามธรรมชาติ เช่น การปล่อยน้ำเสียจากโรงงาน การขุดลอกร่องน้ำที่ทำให้เกิดตะกอนสะสมจนหญ้าสังเคราะห์แสงไม่ได้ รวมถึงการพัฒนาชายฝั่งต่างๆ



