ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่ามูลค่าธุรกรรมทางการเงินแบบไร้เงินสดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 พุ่งสูงถึง 9.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ระบบพร้อมเพย์มีบทบาทสำคัญ
นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธปท. กล่าวว่า การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนหลักจากระบบพร้อมเพย์ ซึ่งมียอดผู้ใช้งานทะลุ 78 ล้านบัญชีแล้ว โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างบุคคลและการชำระค่าสินค้าผ่านร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ระบบ QR Code และแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือยังคงเป็นช่องทางยอดนิยม
ธปท.เตรียมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธปท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแห่งชาติ (National ITMX) ให้มีความทันสมัยและรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 รวมถึงการพัฒนาระบบการชำระเงินระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ
นางสาววชิรากล่าวเสริมว่า "เรามุ่งหวังให้ระบบการชำระเงินของไทยเป็นหนึ่งในระบบที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินของประเทศเพื่อนบ้านผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน"
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค
การเพิ่มขึ้นของธุรกรรมไร้เงินสดช่วยลดต้นทุนการจัดการเงินสด ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการเข้าถึงบริการทางการเงินของกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกที่ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตของการชำระเงินดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาค โดยมีสัดส่วนประชากรที่ใช้บริการทางการเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นจาก 72% ในปี 2565 เป็น 85% ในปี 2566



