เจาะลึกตลาดแรงงาน 2026 ‘Selective Hiring’ องค์กรยอมจ่ายพรีเมียมดึงคนเก่ง
เจาะลึกตลาดแรงงาน 2026 องค์กรยอมจ่ายพรีเมียมดึงคนเก่ง

เมื่อกระแส AI ผลักดันให้องค์กรทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ ประเทศไทยจึงก้าวเข้าสู่ยุค "The Great Realignment" อย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทจัดหางานและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางาน สมัครงาน JOBBKK ได้เปิดเผยข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการประจำไตรมาส 1/2569 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการได้เปลี่ยนผ่านจากการจ้างงานแบบดั้งเดิมสู่การยอมจ่ายค่าตัวพรีเมียมเพื่อดึงดูดกลุ่ม Specialist ให้มาเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอดในอนาคต

Generalist ในวันที่ระบบนำหน้าคน

ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "Double Disruption" ตามนิยามของ World Economic Forum (WEF) ที่ระบุว่างานรูทีนกว่า 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังถูกเขย่าด้วย AI ขณะที่การคาดการณ์ของ McKinsey ระบุว่างานกลุ่ม Routine Tasks มีศักยภาพถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้เกือบ 100% ภายในปี 2030 สอดคล้องกับข้อมูลจาก JOBBKK ไตรมาส 1/2569 ที่ชี้ว่าพนักงานสายปฏิบัติการ (Generalist) กำลังหายไป โดยพบว่าตำแหน่งพนักงานขายหน้าร้าน (PC) ลดลงถึง 71% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 สอดคล้องกับรายงานปี 2025 ที่ระบุว่าการใช้ AI Chatbot และระบบ CRM สามารถเพิ่มยอด Conversion Rate ได้สูงถึง 82% และปิดการขายได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ ขณะที่สายงาน Telesales ลดลง 29% เมื่อเทียบกับปี 2568 ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากองค์กรเริ่มหันไปพึ่งพา Conversational AI และ AI Voice Agents ที่ทำงานได้เสมือนมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง

"กิจกรรมเกือบ 50% ที่มนุษย์ได้รับค่าจ้างในปัจจุบัน มีศักยภาพทางเทคนิคที่จะถูกเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติได้ทันที โดยเฉพาะงานในกลุ่ม Routine Tasks ที่อาจถูกแทนที่ได้เกือบ 100% ภายในปี 2030" — McKinsey Global Institute

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เมื่อโลกป่วน แรงงานไทยต้องปรับ

สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เริ่มเข้าสู่โหมด Selective Hiring หรือเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี 2026 ระบุว่าตลาดแรงงานโลกกำลังเผชิญกับภาวะ Fragmented Labor Markets หรือตลาดแรงงานแยกส่วน นั่นหมายความว่าวันนี้ผู้ประกอบการไม่ได้เน้นจ้างคนจำนวนมากอีกต่อไป แต่จะเลือกจ้างเฉพาะคนที่มีทักษะที่โลกต้องการ รวมทั้งยังเกิดการปรับกลยุทธ์องค์กรเป็นแบบ Lean เพื่อความคล่องตัวสูงสุดอีกด้วย

องค์กรยอมเฉือนงานปฏิบัติการ เพื่อรักษาสมอง พยุงสภาพคล่อง

ความผันผวนของสถานการณ์โลกและสงครามที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันค่าครองชีพให้สูงตาม สภาวะนี้สร้างความกลัวและความไม่มั่นใจต่ออนาคตทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและชะลอการบริโภคลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ที่ปรับตัวลดลงจาก 53.7 มาอยู่ที่ 51.8 ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งปี เมื่อรายได้หดตัว องค์กรจึงต้องบังคับใช้กลยุทธ์ Lean เพื่อความอยู่รอด โดยเลือกตัดตำแหน่งงานที่วัดผลกำไรคืนทุน (ROI) ในระยะสั้นไม่ได้ออกไป แล้วหันไปทุ่มทรัพยากรกับการรักษาบุคลากรระดับสมองเอาไว้เพื่อพยุงสภาพคล่องและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

Digital Disruption: เมื่อ AI เข้ายึดพื้นที่งานขายและการตลาด

แรงกระเพื่อมนี้ยังลามไปถึงระดับ Sale Executive ที่ลดลง 38% และพนักงานขายทั่วไปที่ลดลง 33% เมื่อเทียบกับปี 2568 ในไตรมาสที่ 1 จากการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการทำงานด้านการตลาดแทนมนุษย์ ส่งผลให้สายงานการตลาดทั่วไปลดลง 39% และการสื่อสารการตลาด (MarCom) ลดลงสูงถึง 42% เนื่องจากการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลบริหารจัดการคอนเทนต์พื้นฐานได้เอง แม้แต่ Digital Marketing ยังลดลง 29% สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของผู้ประกอบการที่สอดคล้องกับความสามารถในการทำงานด้านงานขายและการตลาดที่เพิ่มขึ้นของ AI และการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะของพนักงานที่ผู้ประกอบการในปีนี้มองหาและเน้นย้ำมากขึ้น นั่นคือทักษะ Ai Collaboration ที่เน้นให้พนักงานทำงานร่วมกับ AI หรือใช้ AI มาช่วยในการทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่ม Capacity และความรวดเร็วในการทำงาน Gartner ชี้ว่าระบบอัตโนมัติจะกลายเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารกับผู้บริโภคภายในปี 2026

ภาคบริการปรับตัวสู่บริการไร้สัมผัสเพื่อคุมต้นทุนแรงงาน

ในส่วนของภาคบริการ พนักงานเสิร์ฟมีความต้องการลดลงถึง 48% เช่นเดียวกับตำแหน่งกุ๊กและผู้ช่วยกุ๊กที่ลดลง 43% เมื่อเทียบกับปี 2568 ในไตรมาสที่ 1 จากการเปลี่ยนไปใช้ระบบครัวกลาง (Central Kitchen) เพื่อรักษามาตรฐานในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเลิกจ้างมหาศาล องค์กรกลับยังคงมีความต้องการตำแหน่งระดับจัดการอย่างผู้จัดการร้าน ซึ่งลดลงเพียง 15% เพื่อทำหน้าที่เป็น System Orchestrator หรือผู้กำกับดูแลระบบการจัดการต่างๆ ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำทัศนะของ Jensen Huang ที่มองว่า AI ไม่ได้ทำให้งานหายไป แต่กำลังเปลี่ยนนิยามทรัพยากรมนุษย์ที่โลกต้องการ จากผู้ลงมือทำในงานประจำวัน ไปสู่ผู้บริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และผลตอบแทนที่ชัดเจน

สัญญาจ้าง ทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตพร้อมควบคุมต้นทุน

แม้ว่าทั่วโลกจะเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการกลับยินดีจ่ายผลตอบแทนให้กับทักษะเฉพาะทาง ในขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังต้องระวังเรื่องต้นทุนคงที่อย่างเงินเดือนประจำ การจ้างงานแบบสัญญาจ้าง (Contract) จึงเป็นตัวเลือกที่ผู้ประกอบการเริ่มหันมาใช้งานอย่างมาก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้องค์กรสามารถปรับขนาดได้ทันทีตามสถานการณ์โลก โดยจากรายงานที่ JOBBKK เปิดเผยให้เห็นถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในรูปแบบสัญญาจ้างในหลายตำแหน่งงาน

1. สายงานขนส่งและคลังสินค้า

การจ้างงานแบบสัญญาจ้างในสายงานนี้พุ่งทะยานขึ้นถึง 4-8 เท่าในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากยุทธศาสตร์ Safe Haven ที่กลุ่มทุนข้ามชาติต่างมองหาไทยเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ที่มีเสถียรภาพ เพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าในไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวเลขการลงทุนที่น่าสนใจในไตรมาส 1/2569 ดังนี้ กลุ่มทุนสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนรวม 61 ราย มูลค่ากว่า 5,903 ล้านบาท โดยเน้นหนักในกลุ่มธุรกิจ Freight Forwarder หรือการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กลุ่มทุนจีนและญี่ปุ่นผนึกกำลังลงทุนรวมกว่า 43,282 ล้านบาท ในกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ตั้งแต่แผงวงจรไฟฟ้า (PCBA) ยางล้อ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งการขยายตัวของการผลิตนี้ทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาคโลจิสติกส์จึงต้องเร่งจ้างพนักงานสัญญาจ้างเพื่อรองรับความผันผวนของยอดการผลิตตามกลไกเศรษฐกิจโลก กลุ่มทุนสิงคโปร์นำงบลงทุนกว่า 18,547 ล้านบาท เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ (Automation) ส่งผลให้เกิดความต้องการพนักงานสัญญาจ้างจำนวนมากเพื่อทำหน้าที่ตั้งค่าระบบและบริหารจัดการคลังสินค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล บริษัทข้ามชาติยอมจ่ายเพื่อซื้อทักษะทางเทคโนโลยีและเป็นแรงจูงใจให้แรงงานรุ่นใหม่ยอมรับงานสัญญาจ้างที่มีความกดดันสูง เพื่อรองรับความผันผวนของยอดการผลิต โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4,000 บาทในกลุ่มประสบการณ์ 0-2 ปี

2. สายงานการผลิต (QA/QC)

ท่ามกลางปัญหาสินค้าราคาถูกกระทบ SMEs บริษัทข้ามชาติจึงย้ายฐานมาเน้นธุรกิจบริการเทคนิคขั้นสูงที่ใช้คนน้อยแต่มีทักษะ AI Literacy ตามรายงานระบุว่ากลุ่มทุนญี่ปุ่นทุ่มเงินลงทุนเป็นอันดับ 1 ในไตรมาสที่ 1/2569 โดยส่วนหนึ่งลงทุนในธุรกิจการตรวจวิเคราะห์ทางเทคนิคและบริการทางวิศวกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการจ้างงานแบบสัญญาจ้างที่เพิ่มขึ้น 50% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 เพื่อรองรับปริมาณงานในช่วงการติดตั้งระบบ (Setup Phase) หรือช่วงที่มีการตรวจวิเคราะห์ชิ้นส่วนจำนวนมหาศาล อีกทั้งการจ้างงานในรูปแบบนี้ยังมีเพื่อทดสอบประสิทธิภาพพนักงานว่ามีทักษะตรงตามมาตรฐานการตรวจวิเคราะห์ขั้นสูงของญี่ปุ่นหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ค่าตอบแทนสำหรับทักษะใหม่ (AI Literacy) และเป็นการปรับเพิ่มรายได้ที่อาจมีส่วนช่วยลดอัตราการลาออกในช่วงที่องค์กรกำลังทดสอบประสิทธิภาพพนักงานตามมาตรฐานญี่ปุ่น โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่ม 1,000-2,000 บาทในกลุ่มประสบการณ์ 1-5 ปี

3. สายงานไอที

การจ้างงานแบบสัญญาจ้างในสายงานไอทีเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในทุกตำแหน่งงาน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 40% ไปจนถึง 2-3 เท่าในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขยายฐานการลงทุนของบริษัทข้ามชาติเข้าสู่ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ Agile Workforce เพื่อเลี่ยงภาระต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) โดยองค์กรเลือกจ้างเป็นแบบสัญญาจ้างตาม Milestone-based และเลือกทุ่มงบให้กับบุคคลที่ตรงตามความต้องการของแต่ละโปรเจกต์แทน ตำแหน่งในกลุ่มไอทีที่มีการจ้างแบบสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น เช่น Mobile Application, Network Engineer, Software Tester, System Analysis, Helpdesk, Data Engineer, Database Administration การปรับฐานเพื่อจูงใจแรงงานระดับปฏิบัติการที่มีทักษะทันสมัย เช่น Mobile Application หรือ Software Tester ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโปรเจกต์ดิจิทัล โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่ม 5,000-6,000 บาทในกลุ่มประสบการณ์ 1-5 ปี และยังมีการจ่ายเงินเดือนพรีเมียมให้กลุ่ม IT ประสบการณ์สูง คือการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงโดยดึงตัว Specialist มาวางรากฐานระบบแบบ Plug & Play ในช่วง Setup Phase ให้แม่นยำ โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-15,000 บาทในกลุ่มผู้ประสบการณ์มากกว่า 5 ปี

4. สายงานการตลาดทั่วไป และ Event Marketing

องค์กรส่วนใหญ่ปรับมาใช้กลยุทธ์รัดเข็มขัด โดยการลดงบโฆษณาแบบ Mass Marketing และตัดลดตำแหน่งพนักงานประจำในสายงานนี้ลงมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันกลับพบการจ้างงานแบบสัญญาจ้างเพิ่มขึ้นถึง 3-5 เท่าในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 เพื่อมุ่งเน้นเป้าหมายที่วัดผลได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการจ้างงานเพื่อดูแลภาพลักษณ์ มาเป็นการจ้างงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ภายใต้การควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงการปรับโครงสร้างสู่ทีมเฉพาะกิจ เพื่อปรับลดทีมใหญ่มาใช้ทีมสัญญาจ้างที่มีความคล่องตัวสูง เพื่อสร้างแรงกระเพื่อม (Impact) และกระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาสั้นๆ ของแต่ละแคมเปญ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีทักษะ Digital Native เชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มยุคใหม่และเครื่องมือการตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้สามารถสร้างผลลัพธ์ให้องค์กรได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการฝึกอบรมใหม่ โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่ม 2,000-3,000 บาทในกลุ่มเด็กจบใหม่

5. สายงาน Telesales

การที่งาน Telesales มีสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 4 เท่าในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 คือตัวบ่งชี้ว่าธุรกิจกำลังเข้าสู่โหมดหาลูกค้าเพื่ออยู่รอด โดยการเปลี่ยนงบประมาณจากงานบริการหน้าร้านที่ซบเซา มาเป็นการจ้างงานสัญญาจ้างที่เน้นการทำยอดขายเชิงรุก เพื่อรักษาสภาพคล่องภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อที่หดตัวของผู้บริโภค จากข้อมูลของ JOBBKK องค์กรเลือกลดปริมาณพนักงานประจำส่วนนี้ลง 29% แล้วโยกงบประมาณไปจ้างพนักงานสัญญาจ้าง และยังเปลี่ยนตำแหน่งนี้จากงานบริการที่คอยรับเรื่องหรือติดตามผลจากลูกค้า เป็นงานเชิงรุกในลักษณะเน้นการโทรออกไปเพื่อปิดการขายเพียงอย่างเดียว ซึ่งวัดผลกำไร (ROI) ได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่า จึงทำให้ตำแหน่งนี้มีความต้องการพนักงานที่ใช้งานได้ทันที และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ภายในระยะเวลาอันสั้น องค์กรจึงเลือกที่จะยอมจ่ายค่าตอบแทนเพิ่ม การดึงดูดพนักงานมืออาชีพด้วยอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้น และกำหนดระยะเวลาของการจ่ายได้ด้วยสัญญาจ้างรายปี แทนที่การฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่ต้องใช้ระยะเวลาและมีต้นทุนแฝงที่สูงกว่าในระยะยาว โดยสถิติจาก JOBBKK เปิดเผยว่าผู้ประกอบการมีการกำหนดอัตราเงินเดือนเฉลี่ยเพิ่ม 10,000 บาทในกลุ่มประสบการณ์มากกว่า 3 ปี

อ้างอิงข้อมูลจาก Jobbkk.com