นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 หากหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัวถึงร้อยละ 25.7 ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 45.0 ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าถึง 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สาเหตุหลักของการขาดดุล
การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน มีสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้าและแผงวงจรพิมพ์ สินค้าทุน เช่น เครื่องจักรกล และสินค้าเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 128.6 ตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นผลจากการนำเข้าเพื่อการผลิตและการส่งออก รวมถึงต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือนเมษายนขยายตัวร้อยละ 5.5 โดยสินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวร้อยละ 17.9 หลังจากหดตัวไป 9 เดือน ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัวร้อยละ 8.9 สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ รวมถึงไก่แปรรูปและเครื่องปรุงรส ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และน้ำตาลทราย
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 27.5 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 โดยมีสินค้าหลัก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล และอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขณะที่สินค้าที่หดตัว เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และรถจักรยานยนต์
ตลาดส่งออกสำคัญ
การส่งออกไปยังตลาดหลักขยายตัวร้อยละ 24.8 โดยสหรัฐอเมริกาขยายตัวร้อยละ 44.2 จีนร้อยละ 21.9 ญี่ปุ่นร้อยละ 23.4 สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) ร้อยละ 19.2 และอาเซียน (5 ประเทศ) ร้อยละ 34.3 ขณะที่ตลาด CLMV หดตัวร้อยละ 13.4 ตลาดรองขยายตัวร้อยละ 19.2 โดยออสเตรเลียขยายตัวสูงถึงร้อยละ 53.2 ตะวันออกกลางร้อยละ 19.3 แอฟริการ้อยละ 15.4 และลาตินอเมริการ้อยละ 26.8
ดุลการค้ากับสหรัฐและจีน
ในเดือนเมษายน ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมูลค่า 7,680.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 4 เดือนแรกขาดดุลรวม 29,202.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญคือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่การค้ากับสหรัฐฯ ไทยเกินดุล 4,648.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 4 เดือนแรกเกินดุลรวม 21,519.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มการส่งออกปี 2569
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 คาดว่าจะยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ โดยผู้ประกอบการและสายเรือขนส่งสินค้าสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกปีนี้จะอยู่ในช่วงร้อยละ -3 ถึง 8 โดยกรณีฐาน (Base case) คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3 มูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกรณีดีที่สุด (Best case) ร้อยละ 8 มูลค่า 366,805 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยลบที่ต้องจับตา ได้แก่ ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้น ความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนิน 5 นโยบายหลักเพื่อรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ประกอบด้วย การดูแลค่าครองชีพ ยกระดับเกษตรกร เสริมแกร่ง SMEs กระจายตลาดส่งออก เพิ่มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และปลดล็อกกฎระเบียบการค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน



