นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี ร่วมกับ 23 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายจัดการทุนเทาที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์
การลงนาม MOU ในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นธุรกิจอำพรางที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีให้ทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย
แนวทางการทำงาน 3 มิติ
นางศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งใจให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน จะเน้นหนักใน 3 มิติหลัก คือ
- เชื่อมโยงฐานข้อมูล ของทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เห็นความผิดปกติและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว
- ติดตามพฤติกรรมบริษัทกลุ่มเสี่ยง อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงถึง 9.8 แสนราย
- นำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องออกนอกระบบ เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการที่ทำดีและโปร่งใส
นางศุภจี กล่าวว่า การลงนามในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเซ็นชื่อลงในกระดาษ แต่เป็นการสร้างรากฐานและความยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนการค้าที่ไม่ถูกต้องให้เป็นความถูกต้อง และเปลี่ยนจากการอำพรางให้เป็นความโปร่งใส เพื่อปิดรอยร้าวทางเศรษฐกิจของประเทศ
การดำเนินงานเชิงรุก
แม้จะเพิ่งมีการลงนามอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติได้เริ่มทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานต้นทางในการคัดกรองนิติบุคคลที่จดทะเบียนกว่า 980,000 ราย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเสี่ยงเข้าสู่ระบบธุรกิจได้ตั้งแต่แรก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
มาตรการนี้จะช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากทุนต่างชาติที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเป็นธรรมตามหลักสากล ซึ่งจะช่วยส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศในระยะยาว
นางศุภจี ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย



