ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 25% ส่งผลกระทบทั่วโลก
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 25%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมในอัตรา 25% สำหรับการนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยมีผลบังคับใช้ทันที การประกาศดังกล่าวสร้างความกังวลในตลาดการค้าโลก เนื่องจากอาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่

รายละเอียดมาตรการ

มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 25% ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่ทำจากเหล็กและอลูมิเนียม โดยไม่มีการยกเว้นให้กับประเทศใดเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายก่อนหน้านี้ที่เคยมีการยกเว้นให้กับบางประเทศ เช่น แคนาดาและเม็กซิโก การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าราคาถูก

ปฏิกิริยาจากต่างประเทศ

จีนและสหภาพยุโรปออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อมาตรการดังกล่าว โดยจีนประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังพิจารณาการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตรและรถยนต์ เพื่อตอบโต้การกระทำดังกล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • จีน ระบุว่ามาตรการนี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ และจะดำเนินการตามความจำเป็น
  • สหภาพยุโรป เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนการตัดสินใจ และเตรียมแผนตอบโต้หากจำเป็น
  • ญี่ปุ่น แสดงความกังวลและขอให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลให้ราคาเหล็กและอลูมิเนียมในตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ การก่อสร้าง และการผลิตเครื่องจักร นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าจากประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงหลังจากข่าวประกาศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเหล่านี้ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ

ท่าทีของสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวแถลงว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมในประเทศอ่อนแอลงจากการนำเข้าที่ไม่เป็นธรรม ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าต้องการให้สหรัฐฯ พึ่งพาตนเองได้ในอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่ามาตรการนี้อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตร และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลกในที่สุด