ลลิดา เปิดขั้นตอนสมัครไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สำหรับร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค.
ลลิดา เปิดขั้นตอนสมัครไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ร้านค้าเริ่ม 25 พ.ค.

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลมุ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

กำหนดการสมัคร

ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งกลุ่มผู้สมัครออกเป็น 3 ประเภท

กลุ่มที่ 1 ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่ง พลัส"

ร้านค้ากลุ่มนี้สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลุ่มที่ 2 ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่ง พลัส"

ร้านค้ากลุ่มนี้ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ได้ที่เว็บไซต์ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร

กลุ่มที่ 3 ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ

ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขั้นตอนสมัครร้านค้าใหม่

สำหรับร้านค้าใหม่ที่ต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ จะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ "ไทยช่วยไทย พลัส" จะปรากฏบนแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น.

คุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่งในระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

ประเภทสินค้าและบริการที่เข้าร่วมได้

สินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

การรับรองและการชำระเงิน

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ สำหรับการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ตามระยะเวลาที่กำหนด กรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง" นางสาวลลิดากล่าว