ซูเปอร์เอลนีโญปี 69 แล้งหนัก อุณหภูมิพุ่ง 44 องศา สะเทือนเกษตร
ซูเปอร์เอลนีโญปี 69 แล้งหนัก อุณหภูมิพุ่ง 44 องศา สะเทือนเกษตร

ผลกระทบปี 69 'ซูเปอร์เอลนีโญ' คาดแล้งหนัก ไม่หนาวเท่าปีก่อน สะเทือนเกษตร

การเคลื่อนตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญมายังประเทศไทยจะปรากฏชัดในช่วงครึ่งปี 2569 โดยเฉพาะฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งคาดว่าฝนจะตกน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำต้นทุนที่ต้องกักเก็บไว้ใช้ในปีหน้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ระดับนโยบายของไทยจะต้องวางแผนรับมืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สถานการณ์และแนวโน้มความรุนแรง

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านแบบจำลองสภาพอากาศทั่วโลก พบสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างเต็มตัว โดยประเด็นที่นักวิชาการให้ความสำคัญคือความรุนแรงของปรากฏการณ์ในครั้งนี้ว่าจะพุ่งสูงไปถึงระดับ 'แรง' หรือขั้น 'ซูเปอร์เอลนีโญ'

รศ.ดร.เสรี มองว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในรอบนี้คาดว่าจะทวีความรุนแรงและแตะระดับสูงสุดในช่วงปลายปี สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าปกติคือ 'ปัจจัยเสริม' จากสภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้อุณหภูมิสะสมของโลกอยู่ในเกณฑ์สูงอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับเอลนีโญ แม้ความรุนแรงของตัวปรากฏการณ์เองอาจจะไม่ใช่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่เคยปรากฏ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบในหลายมิติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • วิกฤตอุณหภูมิสูง ในปี พ.ศ. 2570 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านั้นในบางพื้นที่
  • ความแปรปรวนของฤดูกาล โดยฤดูหนาวปีนี้จะหนาวน้อย หรือไม่หนาวอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนฤดูฝนปริมาณฝนจะน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนที่จะเก็บไว้ใช้ในปีถัดไป
  • ภาคเกษตรกรรม เป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำร่วมกับอากาศที่ร้อนจัด ทำให้พืชผลเสียหายและผลผลิตลดลง

ยุทธศาสตร์การรับมือและแนวทางการปรับตัว

เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ จำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมในทุกระดับ ดังนี้

ระดับนโยบาย (รัฐบาล)

ต้องเร่งวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรให้สมดุลกับปริมาณน้ำที่มีจริง เช่น การควบคุมหรือลดพื้นที่ทำนาปรังในจุดที่น้ำส่งไม่ถึง เพื่อลดความเสี่ยงความเสียหายของเกษตรกร

ระดับผู้ผลิต (เกษตรกร)

ควรนำบทเรียนจากปี พ.ศ. 2561 มาประยุกต์ใช้ โดยศึกษาแนวทางจากเกษตรกรที่สามารถเอาตัวรอดได้ในครั้งนั้น เพื่อปรับปรุงวิธีการเพาะปลูกและจัดการแหล่งน้ำของตนเอง

ระดับประชาชนและการใช้ชีวิตในเมือง

  • เฝ้าระวังสุขภาพ: หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากคลื่นความร้อน
  • การปรับปรุงที่อยู่อาศัย: เพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือการติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำเพื่อลดอุณหภูมิรอบตัวบ้าน
  • นวัตกรรม 'ห้องเย็น': มีข้อเสนอให้จัดทำพื้นที่พักพิงกระจายตามจุดต่างๆ ในเมือง โดยใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดความร้อนให้กับประชาชน

เอลนีโญไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เพียงเรื่องของฝนแล้ง แต่มันคือวิกฤตความร้อนและความมั่นคงทางทรัพยากรที่จะอยู่กับเราไปจนถึงปีหน้า การตระหนักรู้และเตรียมแผนรับมือตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด