คิวยาวเหยียด! ประชาชนแห่แก้ปัญหาเป๋าตัง สแกนหน้าไม่ผ่าน ก่อนลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส
คิวยาวเหยียด! ประชาชนแห่แก้ปัญหาเป๋าตัง สแกนหน้าไม่ผ่าน

ที่จังหวัดนครราชสีมา ประชาชนจำนวนมากแห่ต่อคิวที่จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ที่มีปัญหาระบบสแกนใบหน้าไม่ผ่าน และไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ โดยหวังว่าจะเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทะเบียนโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะเริ่มเปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท

บรรยากาศคึกคักที่ธนาคารกรุงไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณจุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา มีประชาชนเดินทางมาต่อคิวใช้บริการยืนยันตัวตนและแก้ไขข้อมูลในแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" อย่างคึกคัก โดยส่วนใหญ่พบปัญหาการใช้งานแอปพลิเคชัน เช่น การสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ยืนยันตัวตนไม่ได้ เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ หรือต้องการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ เพื่อให้พร้อมรับสิทธิ์ในโครงการดังกล่าว

ธนาคารกรุงไทยได้จัดเจ้าหน้าที่และเคาน์เตอร์เฉพาะกิจแบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่ออำนวยความสะดวก พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้งานแอปพลิเคชันและการลงทะเบียนรับสิทธิ์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงการไทยช่วยไทย พลัส

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วนร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 วงเงินช่วยเหลือสูงสุดเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 รวมวงเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท ครอบคลุมจำนวน 30 ล้านสิทธิ์ทั่วประเทศ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เสียงจากประชาชน

ประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการเปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องมาขอความช่วยเหลือจากธนาคาร เนื่องจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมไม่รองรับการอัปเดตแอปพลิเคชัน อีกทั้งยังประสบปัญหาการสแกนใบหน้าและยืนยันตัวตน แม้ให้ลูกหลานช่วยดำเนินการก็ยังไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อเตรียมลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในวันเปิดระบบ

นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่า โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ถือเป็นโครงการที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย แม้จะเป็นวงเงินเฉลี่ยวันละประมาณ 200 บาท แต่ก็สามารถนำไปใช้ซื้ออาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน และอยากให้มีโครงการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต