นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 2568 ว่า แคนาดาจะตอบโต้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายนนี้
รายละเอียดมาตรการตอบโต้
การตอบโต้ครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ยานยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ไปจนถึงสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยแคนาดาระบุว่า ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บจากแคนาดาเมื่อวันที่ 3 เมษายนนั้น ไม่เป็นธรรมและละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA)
นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์กล่าวว่า “เราจะไม่ยอมให้มีการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมโดยเด็ดขาด แคนาดาจะปกป้องแรงงานและอุตสาหกรรมของเราอย่างเต็มที่” นอกจากนี้ แคนาดายังเตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อท้าทายมาตรการของสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์คาดว่ามาตรการตอบโต้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ในแคนาดาและสหรัฐฯ ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด ด้านหุ้นในตลาดแคนาดาร่วงลงเล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลง 0.3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาลแคนาดายังประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการขยายระยะเวลาชำระภาษี
ปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ
ทำเนียบขาวยังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้เพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าแคนาดาที่มีการค้าขายสูง เช่น น้ำมันและไม้แปรรูป
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากแคนาดาในอัตรา 25% ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดาอย่างรุนแรง
แนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศมองว่า สถานการณ์อาจบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบ หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเจรจาหาทางออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
การเจรจาระดับสูงระหว่างรัฐบาลแคนาดาและสหรัฐฯ คาดว่าจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่



