ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนใบอนุญาตโรงไฟฟ้าสามหมู่บ้าน ตัดสินคืนพื้นที่ 200 ไร่
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนใบอนุญาตโรงไฟฟ้าสามหมู่บ้าน

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างและประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่สามหมู่บ้านของจังหวัดลำพูน หลังชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวกันฟ้องร้องกรณีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นชัยชนะของชุมชนที่ต่อสู้มานานกว่า 5 ปี

รายละเอียดคำพิพากษา

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ออกโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมและองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านแป้น อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยระบุว่าการออกใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน และไม่ได้รับความยินยอมจากชุมชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้คืนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ที่ใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้แก่ชุมชน ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน โดยศาลเห็นว่าการดำเนินการของเอกชนและหน่วยงานรัฐละเมิดสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อกล่าวหาจากชาวบ้าน

ชาวบ้านในสามหมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 5, หมู่ 6 และหมู่ 8 ตำบลบ้านแป้น ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นตั้งแต่ปี 2563 โดยอ้างว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง และเสียงดังรบกวน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก นอกจากนี้ ยังกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีจากกระบวนการเผาไหม้ในแหล่งน้ำและดิน

นายสมชาย ใจดี หนึ่งในแกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า “คำตัดสินนี้คือความยุติธรรมที่พวกเรารอคอย เราต่อสู้มาโดยตลอดเพื่อปกป้องบ้านเกิดและสุขภาพของลูกหลาน หวังว่ารัฐบาลจะเข้มงวดในการออกใบอนุญาตโครงการใหญ่ๆ ในอนาคต”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้มีแผนใช้เศษไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง แต่ชาวบ้านเกรงว่าการเผาไหม้จะปล่อยสารพิษ เช่น ไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2565 พบว่าคุณภาพอากาศในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ามีปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานถึง 2.5 เท่าในช่วงที่โรงไฟฟ้าดำเนินการ

ด้านนายอำเภอเมืองลำพูนเปิดเผยว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมภายใน 180 วัน โดยใช้งบประมาณจากผู้ประกอบการ

ปฏิกิริยาจากผู้เกี่ยวข้อง

ผู้บริหารบริษัทผู้รับสัมปทานโรงไฟฟ้า กล่าวว่า จะยอมรับคำตัดสินของศาลและจะดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน แต่ก็เคารพในกระบวนการยุติธรรม

ด้านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กล่าวว่า “เราจะนำบทเรียนนี้ไปปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตให้รัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ความสำคัญของคำตัดสิน

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการต่อสู้ของชุมชนทั่วประเทศในการปกป้องสิทธิเหนือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่า คำพิพากษานี้จะทำให้หน่วยงานรัฐต้องระมัดระวังมากขึ้นในการออกใบอนุญาตโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศวิทยา