R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย A- แนวโน้มมีเสถียรภาพ ชี้การเงินต่างประเทศแกร่ง
R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย A- แนวโน้มมีเสถียรภาพ

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดย R&I ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญ ดังนี้

ปัจจัยที่ R&I ใช้ในการประเมิน

1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) ขยายตัวที่ 2.4% ในปี 2568 โดยภาคการส่งออกและดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ อย่างไรก็ดี ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

2. หนี้สาธารณะและการคลัง

ระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 64.7% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 โดย R&I เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) เพื่อทยอยลดการขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572 นอกจากนี้ หนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนของภาครัฐยังอยู่ในระดับจำกัด อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยืดเยื้อ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างทางการคลังเพิ่มเติม อาทิ การทบทวนรายจ่ายภาครัฐ การปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

3. นโยบายส่งเสริมการลงทุน

R&I มองว่า แม้ว่าพื้นที่ทางการคลังของภาครัฐมีอยู่อย่างจำกัด แต่รัฐบาลปัจจุบันยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบาย Thailand 10 Plus เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 3% ในระยะต่อไป

4. ความแข็งแกร่งของภาคการเงินต่างประเทศ

ภาคการเงินต่างประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับเกินดุลจากการเติบโตของรายได้จากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงกว่าภาระหนี้ต่างประเทศซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่างประเทศอยู่ในระดับจำกัด

5. ปัจจัยที่ต้องติดตาม

ปัจจัยสำคัญที่ R&I จะติดตามสำหรับการพิจารณาจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ ความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศในระยะปานกลาง

ทั้งนี้ ผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ยังคงมีเสถียรภาพ รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลัง ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างให้เป็นโอกาสในการพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป