SCB EIC เสนอ '4ต้อง' ภายใต้ พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้เม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจ มิ.ย.
SCB EIC เสนอ 4ต้อง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้านบาท

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ได้นำเสนอบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในปี 2569 ภายใต้หัวข้อ 'ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน' โดยระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินจำนวนดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

วัตถุประสงค์การกู้เงิน 2 แผนงานหลัก

การกู้เงินครั้งนี้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 แผนงานหลัก ได้แก่

  • แผนงานที่ 1: บรรเทาภาระและช่วยเหลือภาคประชาชนจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะใช้วงเงินนี้สำหรับโครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • แผนงานที่ 2: สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรม ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อวิกฤตในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบ พ.ร.ก. ฉบับนี้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤษภาคม ส่งผลให้รัฐบาลสามารถดำเนินแผนงานตาม พ.ร.ก. ได้ทันที แต่จะต้องนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติในภายหลัง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

SCB EIC ประเมิน พ.ร.ก. ผ่านสภาฯ แม้มีข้อขัดแย้ง

SCB EIC ประเมินว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ ในที่สุด แม้จะมีข้อขัดแย้งว่า โดยเฉพาะแผนงานการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจขัดต่อกฎหมายในประเด็น 'ความจำเป็นและความเร่งด่วน' ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 53 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาว่า พ.ร.ก. นี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ คาดว่าเม็ดเงินตาม พ.ร.ก. ในแผนงานแรกจะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

ข้อเสนอ '4ต้อง' ภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

SCB EIC มีข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเรียกว่า '4ต้อง' ดังนี้

1. ต้องใช้ตรงเป้า

สร้างระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส ควบคุมการใช้จ่ายให้ตรงตามแผนงานและเป้าหมาย พร้อมทั้งสร้างระบบติดตามการเบิกจ่ายและผลลัพธ์รายโครงการ เปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าอย่างโปร่งใสให้สาธารณชนเข้าถึงและร่วมติดตามความคุ้มค่า ป้องกันการโอนเปลี่ยนแปลงแผนงานจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาวไปเป็นการช่วยเหลือระยะสั้น ดังที่เคยเกิดขึ้นกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทในปี 2563 ซึ่งวงเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียง 22.7% จากเดิม 40% ขณะที่วงเงินช่วยเหลือเยียวยากลับเพิ่มขึ้นเป็น 70.9% จากเดิม 55.5%

2. ต้องดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของรัฐ รัฐบาลอาจใช้เม็ดเงินจากแผนงานการเปลี่ยนผ่านบางส่วนร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือดึงดูดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียวจากต่างประเทศ ซึ่งจะเกิด Crowding-in Effect ในโครงการที่ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในประเทศรวมสูงขึ้น

3. ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้า

รัฐบาลอาจพิจารณากำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ภายในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การผลิตแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการผลิตแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ที่ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเจ้าของเทคโนโลยีต่างชาติ เพื่อสร้างฐานการผลิตและความสามารถในการซ่อมบำรุงในประเทศ ลดความเสี่ยงในการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ

4. ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปกฎระเบียบสร้างพลังงานหมุนเวียน

โดยเฉพาะการปลดล็อกกติการะบบซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ และเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดเสรีที่แท้จริง ประกอบด้วย

  • Direct PPA และ TPA: ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าได้โดยตรง รัฐต้องใช้เงินกู้ส่วนนี้ปรับปรุงระบบควบคุมและบริหารโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ./กฟน./กฟภ. ให้รองรับการส่งผ่านไฟฟ้าสะอาดของเอกชนอย่างโปร่งใส มีค่าธรรมเนียมการใช้สายส่งที่เป็นธรรม เปลี่ยนบทบาทจากการผูกขาดมาเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
  • Net-metering และ Peer-to-Peer Trading: เปลี่ยนภาคประชาชนจากผู้จ่ายค่าไฟมาเป็น Prosumer โดยปลดล็อกให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและขายไฟฟ้าส่วนเกินเพื่อหักลบหน่วยไฟฟ้า สร้างแรงจูงใจโดยไม่ต้องอุดหนุนรายหัว แต่ใช้เงินลงทุนในระบบหลังบ้าน เช่น มิเตอร์อัจฉริยะ ระบบควบคุมแบบ Real time และระบบ Demand Response

วินัยการคลังคือหัวใจสำคัญ

ท่ามกลางพื้นที่การคลังของไทยที่แคบลง การกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็น 'การใช้หน้าตักการคลังอย่างมีวินัย' มากกว่าการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ความคุ้มค่าของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่วงเงินกู้ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้เงินทุกบาทอย่างมีคุณภาพ เพื่อพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นพร้อมวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยไม่กระทบความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงประเทศ ซึ่งต้องอาศัยกรอบการใช้จ่ายที่ชัดเจน โปร่งใส และยึดหลัก '5T' ที่รัฐบาลสื่อสารไว้ ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจ), Transparency (เน้นความโปร่งใส) และ Together (ดึงเอกชนร่วมติดตาม) ซึ่งรัฐบาลประกาศใช้เป็นเข็มทิศของการใช้เงินกู้ครั้งนี้