คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ตั้งเป้าเร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเกิน 3% ภายใน 4 ปี (ปี 2573) และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยมีเป้าหมายให้รายได้ต่อหัวเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากปัจจุบัน 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เป้าหมาย 4 ปี: เศรษฐกิจโตเกิน 3% ติด 20 อันดับแรก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกำหนดเป้าหมายระยะกลางภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ (ถึงปี 2573) ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 3% จากปัจจุบันที่ 2.7% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จาก 22% เป็น 30%
ระยะยาว 12 ปี: สู่ประเทศรายได้สูง รายได้ต่อหัว 15,000 ดอลลาร์
เป้าหมายระยะยาวคือการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 7 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ยาและสุขภาพ ท่องเที่ยว การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
กลยุทธ์ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ แบบทีมเวิร์ค
นายเอกนิติเปรียบการทำงานเหมือนทีมฟุตบอล โดยมี กองหน้า คือการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย กองกลาง คือการพัฒนากฎหมาย ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำประปา AI) และกองหลัง คือการรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ PPP และกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนจากตลาดทุน ลดภาระงบประมาณ และควบคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP
4 คณะทำงานรับผิดชอบ 4 เครื่องยนต์
นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ขับเคลื่อนด้วย 4 เครื่องยนต์ โดยมีคณะทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ เครื่องยนต์ที่ 1 การลงทุนใหม่ของประเทศ (AI ดิจิทัล ฮับการเงิน ยานยนต์อัจฉริยะ) ดูแลโดยนายเอกนิติ เครื่องยนต์ที่ 2 การค้าและบริการ (ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศูนย์อาหารโลก เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ดูแลโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เครื่องยนต์ที่ 3 ทุนมนุษย์ (วิจัย นวัตกรรม การศึกษา STEM upskill reskill AI) ดูแลโดยนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเครื่องยนต์ที่ 4 ประสิทธิภาพภาครัฐ (digital government ลดอุปสรรคธุรกิจ โปร่งใส ปราบคอร์รัปชัน ปรับโครงสร้าง) ดูแลโดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
เร่งเจรจา FTA กระจายประโยชน์ส่งออกสู่ SME
นางศุภจีกล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนด้านการค้าและบริการว่า ต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เพิ่มเติม โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้อาจได้ข้อตกลงกับยุโรป พร้อมสร้างสมดุลการส่งออก ปัจจุบันมีผู้ส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่รายใหญ่เพียง 7,000 รายสร้างรายได้หลัก ขณะที่ SME อีก 22,000 รายยังได้ประโยชน์น้อย จึงต้องกระจายโอกาสให้ทั่วถึง
เลขาสภาพัฒน์ชี้เป็นการร่วมมือจริงจังรอบ 10 ปี
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า การทำงานร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่จริงจัง โดยภาคเอกชนรู้ปัญหาและแนวทางแก้ดีที่สุด และยอมรับว่าการจะเพิ่มศักยภาพให้เติบโตเกิน 3% ต้องทำให้ GDP บางปีโตถึง 4-5% โดยคณะทำงานทั้ง 4 ด้านจะต้องจัดทำแผนเสนอต่อ กรอ. ภายใน 1 เดือน และรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน



