“อนุทิน” นำทัพนักธุรกิจไทยบุกเวียดนาม ดันยุทธศาสตร์ Three Connects เชื่อมซัพพลายเชน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนเวียดนาม เพื่อเปิดยุทธศาสตร์ “Three Connects” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างกัน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
การประชุม Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” ที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ฝ่ายเวียดนามนำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน
นายอนุทินกล่าวเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้
นายกฯ อนุทินยังกล่าวว่า ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
ยุทธศาสตร์ Three Connects ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือคือยุทธศาสตร์ “Three Connects” ซึ่งประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางโลก ทั้งในแง่ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การมุ่งสู่พลังงานสะอาดที่นักลงทุนไทยมีความเชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า ท่ามกลางแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองประเทศควรใช้จุดแข็งเพื่อสร้างฐานซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อให้เป็นหุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูงที่น่าจับตา
เวที Sectoral Dialogue ได้เปิดโอกาสให้ผู้นำธุรกิจหารือความร่วมมือใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม
นายโห่ สี หู่ง ประธาน VCCI กล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุน Digital Transformation โดยมองว่าไทยเป็นพันธมิตรที่โดดเด่นในการร่วมลงทุน
บริษัทไทยและเวียดนามร่วมหารือ
บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย
บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาด FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม
โอกาสความร่วมมือจากมุมมองผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการเวียดนามได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาส โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม
สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม
มุมมองเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม



