ส่องเทรนด์ธุรกิจมาแรงปี 2568 โอกาสทองของ SME ไทย
ส่องเทรนด์ธุรกิจมาแรงปี 2568 โอกาสทองของ SME ไทย

ธุรกิจ SME ไทยกำลังเผชิญกับโอกาสครั้งสำคัญในปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากเทรนด์ธุรกิจมาแรง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจสีเขียว (Green Business) ธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% เมื่อเทียบกับปี 2567 ตามการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

ธุรกิจสีเขียวมาแรง หนุน SME สู่ความยั่งยืน

ธุรกิจสีเขียวเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในปี 2568 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนด้านภาษีและเงินทุน รวมถึงกระแสความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น SME ที่ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว เช่น การผลิตพลังงานสะอาด การจัดการของเสียอย่างยั่งยืน และการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างมาก

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นความจำเป็นสำหรับ SME ไทยในการอยู่รอดในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดมากขึ้น”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน หัวใจสำคัญของ SME ยุคใหม่

การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ SME ต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริการลูกค้า SME ที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาดออนไลน์จะมีโอกาสเติบโตสูงกว่าคู่แข่ง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

จากการสำรวจของ SCB EIC พบว่า SME ที่ลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20% ต่อปี และมีอัตราการอยู่รอดในธุรกิจสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ปรับตัวถึง 2 เท่า โดยธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ระบบชำระเงินดิจิทัล และบริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ธุรกิจสุขภาพ โอกาสทองจากสังคมสูงวัย

เทรนด์ธุรกิจด้านสุขภาพได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัยของไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2566 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การให้บริการทางการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

มูลค่าตลาดธุรกิจสุขภาพในไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีจนถึงปี 2570 โดยมีปัจจัยหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข SME ที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น การให้บริการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร หรือการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมาตรฐาน จะมีโอกาสเติบโตสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่ SME ต้องระวัง

แม้จะมีโอกาสมากมาย แต่ SME ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและต้นทุนวัตถุดิบ อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่หันมาสนใจตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น นอกจากนี้ SME ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับตัว

SCB EIC แนะนำให้ SME วางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบ โดยเน้นการสร้างความแตกต่างและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Niche Market) รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ก็เป็นอีกช่องทางที่ SME ควรใช้ประโยชน์

สรุปแล้ว ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งโอกาสสำหรับ SME ไทยที่กล้าปรับตัวและลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก โดยเฉพาะธุรกิจสีเขียว ดิจิทัล และสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงและได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน SME ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว