กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับอิสราเอล โดยแจ้งให้สภาคองเกรสทราบแล้ว การขายอาวุธครั้งนี้รวมถึงระเบิดและอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งมีขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาที่ยังคงดำเนินต่อไป
รายละเอียดการขายอาวุธ
การขายอาวุธที่ได้รับการอนุมัติประกอบด้วยระเบิดขนาด 500 ปอนด์จำนวน 5,000 ลูก และระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์จำนวน 4,000 ลูก รวมถึงหัวรบและฟิวส์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังรวมถึงอาวุธนำวิถีแม่นยำ (JDAM) อีกหลายพันชุด ซึ่งจะช่วยให้อิสราเอลสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ การขายนี้เป็นไปตามกระบวนการปกติที่สหรัฐฯ ต้องแจ้งสภาคองเกรสก่อนการส่งมอบอาวุธ โดยสภาคองเกรสมีเวลา 30 วันในการพิจารณาคัดค้านข้อตกลงนี้
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
การอนุมัติการขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามกาซา องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ระงับการส่งอาวุธให้อิสราเอล แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนด้านการทหารแก่อิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "สหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะรักษาความมั่นคงของอิสราเอล และการขายอาวุธนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นนั้น" อย่างไรก็ตาม โฆษกไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบ
ผลกระทบต่อสถานการณ์ในกาซา
การส่งอาวุธครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงของสงครามในกาซา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 30,000 คนตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่าการเพิ่มอาวุธนำวิถีแม่นยำอาจช่วยลดการสูญเสียพลเรือนในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความเสี่ยงสูง
อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีทางทหารของตนมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฮามาส แต่รายงานจากองค์การสหประชาชาติระบุว่าพลเรือนจำนวนมากได้รับผลกระทบ การขายอาวุธครั้งนี้จึงถูกจับตาจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด



