การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังจากที่มีกระแสข่าวถึงความล่าช้าและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการนี้มีระยะทางรวมประมาณ 220 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนกว่า 2.24 แสนล้านบาท
ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ
รฟท. ระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในหลายส่วน โดยเฉพาะการเวนคืนที่ดินและการออกแบบรายละเอียด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 ส่วนการก่อสร้างจริงจะเริ่มต้นในปี 2569 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2572
สำหรับเส้นทางช่วงแรกคือจากสถานีกลางบางซื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการก่อนในปี 2570 เพื่อเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ
ผลกระทบต่อประชาชน
รฟท. ยืนยันว่ามีการชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมถึงการจัดหาที่อยู่อาศัยทดแทนสำหรับผู้ที่ต้องย้ายออก นอกจากนี้ยังมีแผนการลดผลกระทบด้านเสียงและมลพิษระหว่างการก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับความโปร่งใสในการประเมินราคาที่ดินและการชดเชยที่ไม่เพียงพอ ซึ่ง รฟท. รับปากจะตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- ลดเวลาเดินทางระหว่างสนามบินทั้งสามแห่งเหลือเพียง 1 ชั่วโมง
- เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
รฟท. ยังระบุว่าโครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1.2 ล้านตันต่อปี จากการใช้ระบบรางแทนการเดินทางทางถนน
ข้อกังวลด้านการเงิน
นักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ โดยเฉพาะในภาวะหนี้สาธารณะที่สูง แต่ รฟท. ยืนยันว่าได้มีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ และคาดว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) จะอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด
นอกจากนี้ ยังมีแผนการระดมทุนจากภาคเอกชนในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐ



