เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (25 พฤษภาคม) ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีความคืบหน้า ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยทดสอบโซนแนวรับที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และเคลื่อนไหวในกรอบ 32.43-32.70 บาทต่อดอลลาร์ การแข็งค่าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยปัจจุบันให้โอกาสราว 78% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวลง ขณะที่ราคาทองคำ (XAUUSD) พุ่งขึ้นเหนือระดับ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้น
สำหรับสัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หากการเจรจามีความชัดเจนมากขึ้น เงินบาทอาจแข็งค่าทะลุแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เงินบาทอาจอ่อนค่าลงสู่แนวต้านที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงแบบสองทาง (Two-Way Risk) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดังนั้นผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้ Options เพื่อบริหารความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา
ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ขณะที่ตลาดมองว่า BOE มีโอกาส 91% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ และ ECB มีโอกาส 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในอังกฤษ หลังจากนายกฯ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ อาจลงจากตำแหน่งภายในปีนี้
ในฝั่งเอเชีย นักลงทุนจะรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของจีน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก ผลผลิตอุตสาหกรรม และอัตราเงินเฟ้อในกรุงโตเกียว โดยตลาดคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาส 76% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้
สำหรับไทย การส่งออกในเดือนเมษายนคาดว่าจะขยายตัว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่การนำเข้าอาจพุ่งขึ้น 29% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลประมาณ 5.3 พันล้านดอลลาร์
อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 32.663 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยอัตราซื้อ-ขายของสกุลเงินหลัก อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ (ซื้อ 32.3972 ขาย 32.7914) ปอนด์อังกฤษ (ซื้อ 43.3284 ขาย 44.2219) ยูโร (ซื้อ 37.4559 ขาย 38.1986) และเยนญี่ปุ่น (ซื้อ 20.1510 ขาย 20.8379)



