รัฐบาลไทยเตรียมเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุนการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
รายละเอียดการปรับโครงสร้างภาษี
การปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกระตุ้นการบริโภค ไปจนถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสตาร์ทอัพ
ประเด็นสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษี
- ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 15 สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และร้อยละ 10 สำหรับ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี
- ปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 6 เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค
- เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยให้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
- ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5-1.0 ในปีแรก โดยเฉพาะในภาคการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานและการกระจายรายได้
อย่างไรก็ตาม การปรับลดภาษีอาจส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2-3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะชดเชยด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีแนะนำว่ารัฐบาลควรดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในระยะยาว เช่น การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และลดการพึ่งพารายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ควรมีมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนของประชาชน เช่น การเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (SSF)



