คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 3 ของปี 2567 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 หลังจากที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 8 ครั้งในช่วงปี 2565-2566 โดยรวม 200 จุดพื้นฐาน
เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบ
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยคาดว่าปี 2567 จะขยายตัว 2.6% และปี 2568 ขยายตัว 3.0% โดยปัจจัยหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว ประกอบกับการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 จะอยู่ที่ 36.2 ล้านคน
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 0.6% ในปี 2567 และ 1.3% ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% โดยมีสาเหตุจากราคาอาหารสดและพลังงานที่ลดลง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
กนง.มองเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ปัจจัยภายในยังต้องติดตามการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ล่าช้า
นอกจากนี้ กนง. ยังกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ยังมีรายได้ไม่ฟื้นตัวเต็มที่
มุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า
กนง. ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยคณะกรรมการพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ กนง. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ใกล้เคียงศักยภาพในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออก
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและค่าเงินบาท
ภายหลังการประกาศคงดอกเบี้ย ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับ 36.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 36.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงดอกเบี้ยสูงต่อไป ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลง 0.3% สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค
นักวิเคราะห์มองว่าการคงดอกเบี้ยของกนง. สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทในช่วงสั้น โดยปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไปคือทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล



