ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่านทำตลาดป่วน ดันน้ำมันพุ่ง ไทยเสี่ยงดีเซลแพงฉุด GDP
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กลับมาสร้างความผันผวนอย่างหนักอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์ผ่านช่วงไพรม์ไทม์จากทำเนียบขาวด้วยท่าทีแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง พร้อมขู่ทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งและนำพาอิหร่านกลับสู่ยุคหิน ท่าทีดังกล่าวเป็นการทำลายความหวังการยุติสงครามก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลกและดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เตือนไทยรับศึกหนัก ดีเซลพุ่ง 14 บาท เสี่ยงภาวะ Stagflation
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้ออย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT ในเดือนมีนาคมที่พุ่งขึ้นกว่า 41% ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนักถึง 14 บาท จาก 29.94 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP
ผสานกับการที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นมาสูงถึง 66% ทำให้การนำเม็ดเงินมาอุดหนุนตรึงราคาน้ำมันทำได้ยากขึ้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้น 14 บาทต่อลิตรนี้ จะกดดันให้ GDP ของไทยลดลงถึง 0.28% นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งแต่เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ คล้ายกับเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022
มองข้ามช็อต! สัญญาณบวกซ่อนอยู่ ชูกลยุทธ์กำเงินสด 30% ดักเก็บหุ้นปันผล
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นตระหนก ฝ่ายวิจัยพบสัญญาณเชิงบวกบางอย่างที่บ่งชี้ว่าความตึงเครียดของสงครามเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง ได้แก่:
- ราคาน้ำมันดิบ BRENT เริ่มปรับตัวลงมาเข้าใกล้ WTI มากขึ้น โดยส่วนต่างลดลงจาก 10 เหรียญ เหลือ 4.4 เหรียญ
- สัญญาน้ำมันฟิวเจอร์สสิ้นปีปรับตัวลงเร็วเข้าสู่ภาวะ Backwardation และวิ่งเข้าใกล้ช่วงก่อนเกิดสงคราม
- ราคาหุ้นกลุ่มค้าอาวุธทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มสงคราม
กลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ ถือเงินสด 30% และทยอยสะสม หุ้นปันผลสูง ที่ราคาปรับตัวลงมาลึกจากปัจจัยภายนอก เพื่อเป็นเกราะป้องกันพอร์ตการลงทุน โดยแนะนำหุ้น CPF, ICHI, PTT, OR, NER, GULF, BGRIM, GUNKUL, KTB และ BBL และให้หุ้น GULF, PR9 และ CBG เป็น Prime Picks ประจำวัน
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม
สำหรับการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำลงทุนในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างมาก จากราคาชิป DRAM ที่พุ่งขึ้น 608% เมื่อเทียบปีต่อปี และยอดส่งออกของเกาหลีใต้ที่โตกว่า 322% เมื่อเทียบปีต่อปี แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON01 (หรือ MICRON80) และ DR: ASEMI24 นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาคัดสรรคุณภาพ รวมถึงแนะนำหุ้น MINISO (9896 HK) ที่รายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4/25 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนจากยอดขายในจีนและกระแสกล่องสุ่ม Art Toy อย่างแบรนด์ TOP TOY ที่เติบโตถึง +112% เมื่อเทียบปีต่อปี



