สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตหนี้สินครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะ 17.5 ล้านล้านดอลลาร์
วิกฤตหนี้สินครัวเรือนสหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 17.5 ล้านล้านดอลลาร์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า หนี้สินครัวเรือนของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกของปี 2567 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 17.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 184 พันล้านดอลลาร์จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของยอดคงค้างบัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์

หนี้บัตรเครดิตทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

หนี้บัตรเครดิตคงค้างเพิ่มขึ้น 45 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่เฟดเริ่มติดตามข้อมูลในปี 2542 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์คงค้างเพิ่มขึ้น 9 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 1.62 ล้านล้านดอลลาร์

หนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุดของหนี้ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 126 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 12.44 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนหนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น 3 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 1.60 ล้านล้านดอลลาร์

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูงและเงินเฟ้อ

การเพิ่มขึ้นของหนี้สินเกิดขึ้นท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการผิดนัดชำระหนี้เริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและคนหนุ่มสาว

รายงานยังระบุว่า หนี้สินครัวเรือนโดยรวมเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโต 5.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สินเชื่อที่อยู่อาศัยชะลอตัว

แม้หนี้สินที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้น แต่การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กลับชะลอตัวลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจำนองที่สูงขึ้นทำให้ความต้องการซื้อบ้านลดลง โดยยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 324 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 404 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน หนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อไปจนถึงสิ้นปี 2567

แนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น

รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนจำนวนมากขึ้นกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการชำระหนี้ โดยสัดส่วนของหนี้ที่อยู่ในสถานะค้างชำระ 30 วันขึ้นไปเพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 3.2% ของหนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยยังคงสูงขึ้น อาจส่งผลให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงและมีรายได้น้อย