วิกฤตปุ๋ยแพง! เกษตรกรเชียงใหม่หันพึ่งปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพลดต้นทุน
วิกฤตปุ๋ยแพง เกษตรกรเชียงใหม่หันพึ่งปุ๋ยอินทรีย์

วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ รวมถึงรวมกลุ่มกันซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรเชียงใหม่ปรับตัวรับราคาปุ๋ยแพง

ชาวนาและหมอดินในบ้านพญาชมภู ตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มขุดเก็บตัวอย่างดินในนาข้าวเพื่อส่งตรวจยังสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อวางแผนการใช้สูตรปุ๋ยให้ตรงกับลักษณะดินและความต้องการของพืช หวังลดต้นทุนการปลูก หลังจากราคาปุ๋ยปรับสูงขึ้นจากกระสอบละกว่า 800 บาท เป็น 1,200–1,300 บาท

นางลำดวน ไชยวงศ์ หมอดินบ้านพญาชมภู เปิดเผยว่าดินในชุมชนบางส่วนมีปัญหาเรื่องความเป็นกรด ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ปูนโดโลไมท์ที่กรมพัฒนาที่ดินจะนำมาให้ชาวบ้านโรยในสวนที่มีดินเป็นกรดหรือด่าง เพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสม การปรับสภาพดินถือเป็นหนึ่งในแนวทางลดต้นทุนของเกษตรกร เนื่องจากราคาปุ๋ยแพงและหาซื้อได้ยาก เมื่อเกษตรกรมีผลวิเคราะห์ดินที่ชัดเจนและทราบสูตรปุ๋ยที่เหมาะสม ก็จะรวมกลุ่มกันสั่งซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนประจำอำเภอ แทนการซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จจากร้านค้า

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

น้ำหมักชีวภาพทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

นายบัญชาการ พลชมชื่น สภาเกษตรกรอำเภอสารภี กล่าวว่าราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นจากกระสอบละประมาณ 800 บาท เป็น 1,200–1,300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จึงมีการปรับตัวหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพในการเตรียมดิน โดยข้าวนาปรังที่ผ่านมาใช้ปุ๋ยเคมี 4 กระสอบร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ 500 ลิตรสำหรับนา 7 ไร่ แต่ในการทำนาปีปีนี้จะเพิ่มน้ำหมักชีวภาพเป็น 1,000 ลิตร เพื่อทดแทนการซื้อปุ๋ยเคมีราคาแพง แต่อาจใช้ปุ๋ยเคมีเสริม 1–2 กระสอบหากข้าวขาดสารอาหารหรือต้องการเร่งการแตกกอ

ปุ๋ยเคมียังคงมีความจำเป็นสำหรับเกษตรกร จึงเกิดการรวมกลุ่มกันในอำเภอสารภีเพื่อสั่งซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เอง โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกคือข้อมูลการวิเคราะห์ดิน เพื่อผสมแม่ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของพืชและสภาพดิน ลดส่วนผสมที่ไม่จำเป็นและประหยัดงบประมาณ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนในพื้นที่จะทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของสมาชิกว่าต้องการแม่ปุ๋ยชนิดใดและปริมาณเท่าใด โดยภาครัฐอาจสนับสนุนแม่ปุ๋ยส่งตรงจากกรุงเทพฯ มายังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และเกษตรกรอาจช่วยกันบริหารจัดการค่าขนส่งเอง

เกษตรกรต้นแบบชี้ปัญหาแม่ปุ๋ยขาดตลาด

นายสายัณห์ นามวงศ์ เกษตรกรต้นแบบและประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับตำบลหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่าขณะนี้ราคาแม่ปุ๋ยทั้ง 3 ตัวหลักปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัวและขาดตลาดอย่างหนัก ทำให้เกษตรกรไม่สามารถลดต้นทุนผ่านการผสมปุ๋ยใช้เองได้ สุดท้ายต้องจำใจกลับไปซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จตามท้องตลาด จึงเสนอให้ภาครัฐช่วยลดราคาแม่ปุ๋ยให้ต่ำลง เพื่อให้ราคาปุ๋ยผสมมีต้นทุนที่ถูกกว่าปุ๋ยสูตรสำเร็จอย่างแท้จริง อยากให้กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนแม่ปุ๋ยผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนในระดับตำบลหรืออำเภอ โดยจัดสรรโควตาแม่ปุ๋ยในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

แนวทางระยะยาวของกรมพัฒนาที่ดิน

ข้อมูลจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงใหม่ระบุว่าจำนวนที่ดินในเชียงใหม่ 14 ล้านไร่ เป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์สูงเพียง 1 แสนไร่ อุดมสมบูรณ์ปานกลาง 3 ล้านไร่ และอุดมสมบูรณ์ต่ำ 2 ล้าน 8 แสนไร่ ทางรอดของเกษตรกรในยุคปุ๋ยแพงจึงเน้นการบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก

นายนิลภัทร คงพ่วง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินเชียงใหม่ กล่าวว่าดินในเชียงใหม่เปรียบเสมือนคนแก่ เพราะเป็นดินที่เกิดมานานผ่านการผุพังและสลายตัวมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงบำรุงดินก่อนเพาะปลูก การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวจะทำให้ดินเสียหรือดินเสื่อมโทรม ดินมีความเป็นกรดมากขึ้นและเกิดอาการดินแข็ง

จากสถานการณ์ปุ๋ยเคมีราคาพุ่งสูงขึ้น กรมพัฒนาที่ดินจึงมีมาตรการเร่งด่วนในการจัดการดินและปุ๋ย ได้แก่ การตรวจวิเคราะห์ดินและการใช้สารเร่ง เมื่อทราบผลการตรวจดินแล้ว หากพบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จะแนะนำให้ใช้สารเร่ง พด.1 และ พด.2 เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักใช้เองในพื้นที่ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกในระยะเวลา 3 เดือน เร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะและชุดดินในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การบูรณาการและสร้างเครือข่ายหมอดิน โดยใช้กลไกของเครือข่ายหมอดินและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานผ่านเกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ กรมการข้าวประสานงานผ่านศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตปุ๋ยและทำกิจกรรมร่วมกันที่ศูนย์ถ่ายทอดฯ

เป้าหมายระยะยาวคือการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการใช้สารเคมี มุ่งเน้นให้เกษตรกรค่อย ๆ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและหันมาเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน เมื่อดินมีคุณภาพดีขึ้น ระบายน้ำและอากาศได้ดี จะช่วยลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้โดยธรรมชาติ เพราะดินที่สมบูรณ์คือหัวใจของการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ