สนพ.เผยใช้พลังงานไตรมาสแรกปี69 เพิ่ม 2.1% ตามเศรษฐกิจฟื้นตัว
สนพ.เผยใช้พลังงานไตรมาสแรกปี69 เพิ่ม 2.1% ตามเศรษฐกิจฟื้น

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของไทยอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.1 ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0

เศรษฐกิจขยายตัวหนุนการใช้พลังงาน

การเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มบริการ การส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 9.8 และการส่งออกมูลค่าที่แท้จริงขยายตัวร้อยละ 15.5 ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 9.32 ล้านคน ลดลงจาก 9.55 ล้านคนในช่วงเดียวกันของปีก่อน

การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.5%

การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 โดยการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย การใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่การใช้ LPG ทรงตัว การผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 ส่วนการส่งออกลดลงร้อยละ 15.7

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนหนึ่งจากความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ตามการสัญจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 โดยมีการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 และสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 น้ำมันเตาอยู่ที่ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9

การใช้ก๊าซธรรมชาติและ LPG เพิ่มขึ้น

การใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 โดยร้อยละ 61 ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น รองลงมาเป็นโรงแยกก๊าซ อุตสาหกรรม และ NGV โดยการใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 โรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 ขณะที่ NGV ลดลงร้อยละ 14.6 ตามจำนวนรถ NGV ที่ลดลง

การใช้ LPG อยู่ที่ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 41 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 ภาคครัวเรือนสัดส่วนร้อยละ 33 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ขณะที่ภาคขนส่งสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลงร้อยละ 1.4 ภาคอุตสาหกรรมสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6 และการใช้เองสัดส่วนร้อยละ 1 ลดลงร้อยละ 23.1

การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ลดลง ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์อยู่ที่ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 19.0 โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้า SPP และ IPP ขณะที่การใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 ส่วนลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 จากการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.

การใช้ไฟฟ้ารวม 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยภาคอุตสาหกรรมสัดส่วนร้อยละ 42.3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 2.2 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. ที่ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8

การผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 60 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน ตามลำดับ

การปล่อย CO2 ลดลงเล็กน้อย ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรวม 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.3 โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นร้อยละ 32 ลดลงร้อยละ 8.7 ภาคขนส่งปล่อย 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นร้อยละ 37 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 ภาคอุตสาหกรรมปล่อย 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และภาคอื่น ๆ ปล่อย 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นร้อยละ 6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า “ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป”

ยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง