นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เปิดเผยถึงกรณีที่ประชาชนออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น โดยยืนยันว่าสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการบริหารงานของรัฐบาล แต่เป็นผลจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย
รัฐบาลอุดหนุนค่าไฟแล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางแล้ว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยในปี 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชน
ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
นายกฯ ระบุว่า ราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยภายนอกที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในปริมาณมากเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชนเป็นอันดับแรก
ข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้าน
ด้านฝ่ายค้านได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายด้านพลังงาน และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG ที่มีราคาผันผวน โดยเน้นว่าหากรัฐบาลสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีตอบรับข้อเสนอดังกล่าว โดยระบุว่ารัฐบาลมีแผนส่งเสริมพลังงานสะอาดอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ



