ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 มียอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน คิดเป็นการเติบโตถึง 80% จากปีก่อนหน้า งาน Bangkok International Motor Show 2569 ก็มียอดจองรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 132,951 คัน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากยอดจองรถ EV ที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้คือราคาน้ำมันที่ผันผวนและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้บริโภคหันมามอง EV เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติในการบริหารต้นทุนการเดินทางระยะยาว
นโยบายรัฐหนุนระบบนิเวศ EV ครบวงจร
รัฐบาลไทยมีนโยบาย 30@30 ตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2573 โดยมีมาตรการ EV 3.5 ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนการผลิตเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ขณะเดียวกัน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของธนาคารออมสินก็ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงการเป็นเจ้าของ EV ได้ง่ายขึ้น
ความเสี่ยงเฉพาะของ EV ที่ประกันภัยต้องปรับตัว
แม้ EV จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับรูปแบบความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาป (ICE) อย่างชัดเจน อัตราการเกิดอุบัติเหตุของ EV มักสูงกว่าในช่วงปีแรกของการใช้งาน เนื่องจากผู้ขับขี่ยังปรับตัวกับระบบ Regenerative Braking ซึ่งช่วยเก็บพลังงานจลน์เมื่อชะลอความเร็ว แต่แรงหน่วงอาจลดลงเมื่อแบตเตอรี่ชาร์จเต็ม รวมถึงแรงบิดฉับพลัน (Instant Torque) ที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถจ่ายกำลังสูงสุดได้ทันที อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านช่วงแรก อัตราการเกิดอุบัติเหตุมักกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป
ค่าซ่อม EV สูงกว่า ICE เกือบ 40%
ค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ EV สูงกว่ารถสันดาปโดยเฉลี่ยประมาณ 39.7% เนื่องจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์เฉพาะทางและช่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านอะไหล่ที่ยังมีจำกัดในตลาด นอกจากนี้ จำนวนเครือข่ายอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้าน EV ยังมีน้อย งานซ่อมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ ทำให้เกิดปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างที่จำกัดการแข่งขันและส่งผลให้ต้นทุนการซ่อมยังอยู่ในระดับสูง
การแข่งขันด้านราคาและค่าเสื่อมราคาท้าทายผู้รับประกันภัย
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถ EV สร้างความท้าทายใหม่ให้กับธุรกิจประกันภัย การเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดและค่าเสื่อมราคาที่ผันผวนรวดเร็วขึ้น ทำให้การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้บริโภคอาจคาดหวังว่าเบี้ยประกันจะแข่งขันได้มากขึ้นเมื่อการใช้งาน EV เติบโต แต่บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมความเสี่ยงใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ รูปแบบการซ่อมที่เปลี่ยนไป และมูลค่ารถที่ผันผวน
ผู้บริโภค EV: กลุ่มดิจิทัลที่ต้องการความโปร่งใส
ผู้บริโภคที่ซื้อรถ EV มักเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และมีความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เพียงซื้อรถคันใหม่ แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความทนทานของเครื่องยนต์อีกต่อไป แต่รวมถึงความคุ้มครองแบตเตอรี่ซึ่งมีต้นทุนการเปลี่ยนสูง ความปลอดภัยในการชาร์จไฟ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับระบบชาร์จภายในบ้าน ผู้ใช้ EV คาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่น ความคุ้มครองที่โปร่งใส และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่พัฒนาให้ทันกับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และความเสี่ยงรูปแบบใหม่
ประกันภัยคือ Safety Net ของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
อาคม รวมสุวรรณ ระบุว่า ประกันภัย EV ไม่สามารถถูกมองเป็นเพียงประกันรถยนต์แบบเดิมที่เปลี่ยนเครื่องยนต์เท่านั้น การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืน โปร่งใส และสอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดแรงเสียดทานของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ด้วยการเปลี่ยนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยให้เป็นต้นทุนที่คาดการณ์และบริหารจัดการได้
ก้าวสู่การใช้งานในวงกว้าง ต้องพัฒนาระบบนิเวศรอบด้าน
ประเทศไทยกำลังก้าวผ่านช่วงแรกของการเปิดรับเทคโนโลยี EV และเข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง (Mass Adoption) อย่างชัดเจน ความสำเร็จในระยะยาวจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงราคาของรถหรือจำนวนสถานีชาร์จเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งประกันภัย การซ่อม การชาร์จไฟ และบริการหลังการขาย จะสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านได้เร็วเพียงใด เมื่อรถ EV กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ EV เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย บริหารจัดการได้ และเป็นที่ไว้วางใจสำหรับผู้บริโภคไทยในชีวิตประจำวัน



