เทศกาลตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 54,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี ผู้บริโภคปรับตัวรับราคาสินค้าแพงขึ้น
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 โดยคาดการณ์ว่าเงินสะพัดจะสูงถึง 54,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่สูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา แม้ว่าความมั่นใจของผู้บริโภคจะยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19
พฤติกรรมการใช้จ่ายเน้นของไหว้ที่จำเป็น ลดจำนวนชิ้นและผลไม้
จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 70% มองว่าราคาสินค้าเซ่นไหว้ในปีนี้แพงกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของ โดย 33.2% ระบุว่าจะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น และ 21.6% เลือกลดจำนวนชิ้นลง สินค้าที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือ หมูและเป็ด ในขณะที่สินค้าที่มียอดใช้จ่ายลดลงคือ ผลไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง และธูปเทียน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องฝุ่น PM 2.5
สถานที่ซื้อของและเงินแต๊ะเอีย
สำหรับสถานที่เลือกซื้อสินค้า ตลาดสดยังคงครองแชมป์ที่ 42.5% ตามมาด้วยห้างค้าปลีกค้าส่งและซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการจัดโปรโมชั่นจองล่วงหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้า ส่วนเงินแต๊ะเอีย ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งใจจะให้ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม แต่ปริมาณเงินในซองจะแปรผันตามภาวะเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยวและทำบุญเน้นเช้าเย็นกลับ
ในด้านการท่องเที่ยวและทำบุญ พบว่าปีนี้ประชาชนกว่า 60% มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวหรือทำบุญเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ส่วนใหญ่ 55.9% เน้นการเดินทางแบบเช้าเย็นกลับด้วยรถยนต์ส่วนตัว และใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนประมาณ 5,000 บาทสำหรับการเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เลือกไม่เดินทางเนื่องจากมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น 27% และรายได้ลดลง 20.3%
ทัศนะผู้ประกอบการมั่นใจบรรยากาศบวก เตรียมสต็อกสินค้าเพิ่ม
จากมุมมองของผู้ประกอบการ 850 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า 42.4% คาดว่ายอดขายในช่วงตรุษจีนปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.2% และ 39.9% มองว่าบรรยากาศจะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการกว่า 26.3% มีการเตรียมสินค้าและบริการไว้รองรับลูกค้ามากขึ้น โดยปัจจัยหลักมาจากการจัดโปรโมชั่นส่วนลดและกิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่
ความคาดหวังต่อเศรษฐกิจและรัฐบาล
แม้จะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ค่อยดี กว่า 50% และคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้จริงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการต่างฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่าย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว