นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand 2030: สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก” โดยประกาศวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกภายในระยะเวลา 5 ปี หรือภายในปี 2573 นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่าน 8 ยุทธศาสตร์หลักที่ครอบคลุมทุกมิติ
8 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อประเทศไทย 2030
ยุทธศาสตร์แรกคือการเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์ โดยจะขยายสนามบินและพัฒนาระบบขนส่งทางรางและถนนให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่สองคือการเป็นศูนย์กลางการเงินและการลงทุน ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย พร้อมทั้งส่งเสริมตลาดทุน
ยุทธศาสตร์ที่สามคือการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวและบริการ ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ยุทธศาสตร์ที่สี่คือการเป็นศูนย์กลางอาหารและเกษตรแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยี
ยุทธศาสตร์ที่ห้าคือการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและเทคโนโลยี ส่งเสริมสตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่หกคือการเป็นศูนย์กลางการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ยุทธศาสตร์ที่เจ็ดคือการเป็นศูนย์กลางสาธารณสุขและชีวการแพทย์ พัฒนาระบบสาธารณสุขและส่งเสริมอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์การแพทย์ ยุทธศาสตร์ที่แปดคือการเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมพลังงานทดแทนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และการขยายสนามบินอู่ตะเภา เพื่อยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะในเมืองหลักของภูมิภาค
การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ
รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพและธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
การยกระดับการศึกษาและแรงงาน
นายกฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
รัฐบาลจะจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมแรงงานร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการ Upskill/Reskill แรงงาน
การดูแลสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
นายกฯ กล่าวว่า ไทยจะมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 40 ภายในปี 2573 พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยละ 50
รัฐบาลจะสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 ล้านคันภายในปี 2573 และติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกป่าและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นายกฯ ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยรัฐบาลพร้อมเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนและสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน



