ไฮเนเก้นประกาศลดพนักงาน 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์ตกต่ำ
ไฮเนเก้นลดพนักงาน 6,000 ตำแหน่ง ยอดขายเบียร์ตก

ไฮเนเก้นประกาศลดพนักงาน 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์ตกต่ำ

ไฮเนเก้น (Heineken) บริษัทผู้ผลิตเบียร์อันดับสองของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานทั่วโลกระหว่าง 5,000 ถึง 6,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า หลังเผชิญภาวะยอดขายชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2025 โดยบริษัทระบุเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า การปรับลดตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งลดค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านยูโรต่อปี เพื่อเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างการประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ยอดขายเบียร์ลดลงในยุโรปและอเมริกา

แผนลดพนักงานมีขึ้นหลังจากไฮเนเก้นรายงานว่า ปริมาณการขายเบียร์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ลดลง 1.7% ท่ามกลางบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซา โดยตลอดปี 2025 ปริมาณการจำหน่ายเบียร์โดยรวมของบริษัทลดลง 2.4% เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่าตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือยุโรป ที่มียอดขายลดลง 4.1% และทวีปอเมริกา ที่ลดลง 3.5% ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มชะลอการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภูมิภาคเหล่านี้

กำไรจากการดำเนินงานยังเติบโตดีกว่าคาด

อย่างไรก็ตาม ไฮเนเก้นยังสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว ได้ 4,385 ล้านยูโรในปี 2025 เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อนหน้า และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยบริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ดัง เช่น Heineken, Tiger และ Amstel ระบุว่า ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ครอบคลุมถึงปี 2030 บริษัทตั้งเป้าสร้างการเติบโตที่สูงขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

แนวโน้มปี 2026 และแผนปรับโครงสร้าง

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ไฮเนเก้นคาดว่า กำไรจากการดำเนินงานทั้งปีจะเติบโตอยู่ในช่วง 2% ถึง 6% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่อยู่ระหว่าง 4% ถึง 8% ในปี 2025 บริษัทยังเสริมว่า แผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะช่วยลดจำนวนพนักงานทั่วโลก และสร้างการประหยัดต้นทุนในระยะยาว โดยปัจจุบันไฮเนเก้นมีพนักงานประมาณ 87,000 คนทั่วโลก

แม้จะมีการลดตำแหน่งงาน แต่บริษัทสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานแบบออร์แกนิก ในปี 2025 ได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเติบโต 4.4% สูงกว่าประมาณการที่ 4% นักวิเคราะห์มองว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว