วิกฤตซ้อนวิกฤต! ส่งออกข้าวไทยทรุด เอลนีโญ-สงครามตะวันออกกลางถล่ม Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย
วิกฤตซ้อนวิกฤต! ส่งออกข้าวไทยทรุด เอลนีโญ-สงครามตะวันออกกลางถล่ม Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย

ศูนย์วิจัยกรุงไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับ Twin Crisis ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณส่งออกจะอยู่ที่ราว 6.7 ล้านตัน ลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

วิกฤตด้านอุปทาน: ต้นทุนพุ่ง ผลผลิตทรุด

ในด้านอุปทาน (Supply Side) อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาปุ๋ยตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศ ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

ศูนย์วิจัยกรุงไทย ประเมินว่า หากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราว 1.5-2.5% สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30-100% จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4-1.8%

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เอลนีโญซ้ำเติมภัยแล้ง ฉุดผลผลิตข้าวไทย

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ในขณะเดียวกัน ด้านอุปสงค์ (Demand Side) ความต้องการซื้อข้าวจากไทยชะลอตัวลง เนื่องจากไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูง กดดันการแข่งขันของข้าวไทยจากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้เวียดนามและอินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

Logistic Disruption: ตลาดอิรักหาย 75%

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิด Logistic Disruption โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคดังกล่าวชะลอตัวลงอย่างมาก จากข้อมูลในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกข้าวไปอิรักเพียง 0.1 ล้านตัน ลดลงจาก 0.4 ล้านตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงถึง 75% โดยไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา เนื่องจากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง

อินเดียยังคงเป็นผู้นำส่งออกข้าวของโลก

อินเดียยังคงเป็นผู้นำการส่งออกข้าวของโลก จากราคาที่สามารถแข่งขันได้ กดดันความต้องการนำเข้าข้าวไทย โดยเฉพาะผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูง USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 6% จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว

แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง

ค่าเงินบาทแข็ง กระทบความสามารถในการแข่งขัน

ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง

3 Scenario Analysis กระทบส่งออกข้าวไทยปี 2569-2570

ศูนย์วิจัยกรุงไทย คาดว่าปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง 15% ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ประมาณ 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7% โดย Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

กรณี Base Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย คาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง 20% ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10% คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน ลดลง 15% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 7% โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย

กรณี Worst Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง 21% ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 ล้านตัน หรือลดลง 3% โดยคาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตัน ลดลง 20% และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลง 4%

กรณี Best Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง 19% ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13% ซึ่งคาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตัน ลดลง 3% ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 0.5%

พาณิชย์เร่งเจาะตลาดเกาหลีใต้ หวังชดเชยตลาดที่หายไป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการนำเข้าข้าวเพื่อไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มีความต้องการข้าวในเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤติอุปทานในประเทศตึงตัว ราคาจำหน่ายข้าวในประเทศสูงขึ้น และรัฐบาลต้องนำข้าวในสต็อกออกมาระบายเพื่อบรรเทาสภาวะการณ์ดังกล่าว จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการส่งเสริมและผลักดันข้าวไทยไปเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น

เกาหลีใต้ผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ประกอบกับต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จึงนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 408,700 ตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณตามที่ได้ตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยข้าวที่นำเข้าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ข้าวไทยเป็นที่ต้องการสูงในเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง ขนม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนที่เหลือประมาณ 10-20% นำไปใช้เพื่อการบริโภค

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปเกาหลีใต้ประมาณ 17,500-54,000 ตัน โดยในปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกข้าวไปเกาหลีใต้แล้วประมาณ 4,900 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกข้าวกล้อง รองลงมาเป็นข้าวขาวและที่เหลือเป็นข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย

ผู้ส่งออกชี้ราคาข้าวปีนี้ยังแข่งขันได้

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก

แม้อิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจนทำให้การส่งมอบสินค้าชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ขณะที่หลายประเทศได้เข้ามาซื้อข้าวไทยเพื่อชดเชยความต้องการในตลาดโลก ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ไทยยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพข้าวไทยและศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก