ปริศนาตัวตนของ "สุภาพร พิมพงษ์" ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากมีชื่อปรากฏในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าถือหุ้นในบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ถึง 6 แห่ง รวมมูลค่ามหาศาล แต่กลับไม่พบชื่อของเธอในรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเหล่านั้น สร้างความกังขาในหมู่ผู้ลงทุนว่าเป็นการ "ถือหุ้นทิพย์" หรือไม่ และส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สั่นคลอน
รายชื่อหุ้นที่ถูกแจ้งถือครองโดยสุภาพร พิมพงษ์
จากการตรวจสอบพบว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้ยื่นแบบ 246-2 จำนวน 7 รายงาน ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยบางรายการเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ประกอบด้วย บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) (MAJOR) สัดส่วน 9.9906%, บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS) ได้มาตั้งแต่ 2 ก.พ.2565 สัดส่วน 48.69% และ 9 ก.พ.2565 สัดส่วน 80.9%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) สัดส่วน 5.0122%, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) สัดส่วน 5.3362%, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) สัดส่วน 5.0197% และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) สัดส่วน 7.0992%
หากสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าวเป็นจริง สุภาพร พิมพงษ์ จะต้องติดอันดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเกือบทุกบริษัท แต่กลับไม่มีชื่อของเธอปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลที่รายงาน
TRUE และ MAJOR ร้องขอ ก.ล.ต. ตรวจสอบ
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) ได้ออกหนังสือเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากพบข้อสังเกตว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการระบุถึงการถือหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่ง TRUE ชี้แจงว่าไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไป และในปัจจุบันบริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิคงเหลือแล้ว TRUE ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน และได้รับทราบว่าสำนักงาน ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบ 246-2
ในทำนองเดียวกัน บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) (MAJOR) ก็พบพิรุธหลายอย่าง โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 บริษัทได้รับรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ (แบบ 59) ซึ่งระบุว่ามีบุคคลในตำแหน่งผู้บริหารชั่วคราวแจ้งการได้มาซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 41,132,700 หุ้น โดยระบุวันที่ทำรายการเป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2551 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 บุคคลดังกล่าวได้ยื่นแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ระบุการได้มาซึ่งหุ้นสามัญ 0.3776% และหุ้นบุริมสิทธิ 4.6400% รวมสัดส่วน 9.9906% ของสิทธิออกเสียง
MAJOR ชี้แจงว่า ตามหมายเหตุบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. สำหรับแบบ 246-2 ดังกล่าว ระบุว่าข้อมูลเป็นข้อมูลเบื้องต้น อาจยังไม่ครบถ้วน และ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน นอกจากนี้ บริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลเป็นการทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิคงเหลือ อีกทั้งจากการตรวจสอบภายในพบว่าผู้ยื่นแบบรายงานดังกล่าวมิได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของบริษัท และไม่มีรายชื่อในระบบบัญชีรายชื่อบุคคล (Whitelist) ของ ก.ล.ต. บริษัทจึงได้แจ้งข้อเท็จจริงต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569
ก.ล.ต. แถลงพบข้อมูลไม่สอดคล้อง
ก.ล.ต. ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า หลังจากสอบทานกับผู้รายงาน ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้รายงานข้อมูลเข้ามาในระบบ 246-2 แต่จากการตรวจสอบเชิงลึกพบข้อสงสัยถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลหลายประการ อาทิ การรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 แต่เพิ่งมีการรายงานในวันที่ 30 มิ.ย. และ 2 ก.ค. 2569 การรายงานเป็นการได้มาด้วยตนเองในอดีตและไม่ปรากฏรายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์ ซึ่ง ก.ล.ต. ตรวจสอบแล้วใน 5 หลักทรัพย์ไม่พบชื่อผู้รายงานในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา (อยู่ระหว่างตรวจสอบ 1 หลักทรัพย์) รวมถึงการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์บางประเภทที่ผู้ออกหลักทรัพย์ไม่เคยออกหลักทรัพย์ดังกล่าว และการรายงานสัดส่วนที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังพบว่าผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้นำข้อมูลการรายงานตามมาตรา 59 ออกจากระบบ และเปลี่ยนสถานะของเครื่องหมายบนแบบ 246-2 โดยเพิ่มข้อความ “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เพื่อเตือนผู้ลงทุน
บทลงโทษหากพบการรายงานเท็จ
ก.ล.ต. ย้ำว่า หากพบว่ามีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ จะดำเนินการตามกฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยผู้ที่ไม่มีหน้าที่รายงานแต่มีเจตนารายงานข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อความจริง จะมีความผิดตามมาตรา 302/1 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่ง ก.ล.ต. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบการรายงานแบบ 246-2 ซึ่งเป็นระบบ Self-declared reporting ที่ให้ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลและรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง แม้จะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับสากล แต่เมื่อพบข้อสงสัย ก.ล.ต. จะมีกระบวนการตรวจสอบและแจ้งเตือน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป



